เสรีภาพทางวิชาการ

กับกรณีฟ้องหมิ่นประมาทของ ศ. คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี

ต่อ ดร. มรกต เจวจินดา ไมเออร์

Academic Freedom and Morakot VS Nongyao

โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

มธ. ท่าพระจันทร์

(4 กรกฏาคม 2550)

 

1

คำว่า “เสรีภาพทางวิชาการ” (academic freedom) น่าจะเกิดขึ้นหรือถูกนำมาใช้แพร่หลายในบ้านเมืองของเรา ก็สักประมาณกลางทศวรรษ 2500 หรือเมื่อประมาณ 40 กว่าปีมานี้เอง แม้ว่าคำว่า “เสรีภาพ” จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก “ประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ เมื่อวัน “ปฏิวัติ” ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ดังปรากฏในข้อความของหลักที่ 5 ของ “หลัก 6 ประการ” ของ “คณะราษฎร” ที่ว่า “จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น”

 

2

สาเหตุที่คำว่า “เสรีภาพ” จะถูกขยายให้ครอบคลุมวง “วิชาการ” กลายเป็น “เสรีภาพทางวิชาการ” ก็เพราะว่าในกลางทศวรรษ 2500 ได้เกิด “อาชีพนักวิชาการ” ในมหาวิทยาลัยขึ้นอย่างแท้จริงและเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก่อนหน้านั้นแม้จะมีการสถาปนาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ตลอดจนมหาวิทยาลัยอีก 3 แห่ง รวมเป็น 5 มหาวิทยาลัยก็ตาม (เกษตรฯ แพทย์ และศิลปากร) อาจารย์ของมหาวิทยาลัยของรัฐทั้ง 5 นั้น ก็มักจะเป็นข้าราชการประจำในกระทรวงที่เกี่ยวข้องของตน การเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็น “งานพิเศษ” เป็น “อาชีพเสริม” หรือถูกตีความว่าเป็นการทำ “วิทยาทาน” เสียมากกว่า

 

3

และดังนั้น ในยุคสมัยนี้ เราจึงได้ยินคำว่า “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” (academic excellence) ซึ่งเป็นคำขวัญหรือ “โลโก้” ของคณาจารย์จำนวนหนึ่งที่มีความคิดแบบ “เสรีนิยม” (liberal thinking) ที่ต้องการสร้าง “อุดมศึกษา” ของชาติให้เป็นเรื่องของภูมิปัญญาอย่างแท้จริง ที่มีความเป็นอิสระจาก “รัฐข้าราชการ” หรือวงการของ “อำมาตยาธิปไตย” อันเป็นปรากฏการณ์ของระบอบ “คณาธิปไตย” ที่มีจอมพลทหาร เช่น ป. พิบูลสงคราม, สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” เป็นผู้นำในยุคนั้น นักวิชาการเหล่านี้เชื่อว่า “เสรีภาพ” เป็นเสมือนปุ๋ยแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่จะหล่อเลี้ยงให้ต้นกล้า “วิชาการ” หรือ “มหาวิทยาลัย” เจริญเติบโดได้

 

4

ดังนั้น “เสรีภาพทางวิชาการ” จึงเป็นฐานรองรับ “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ซึ่งก็น่าเชื่อได้ว่ามีผลกระทบต่อวงการมหาวิทยาลัยอย่างสูง กระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของนิสิตนักศึกษาในรุ่นที่มา “ก่อนและหลัง” 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็น่าเชื่อว่าแนวความคิดนี้ อาจจะจำกัดตัวอยู่ในวงนักวิชาการที่ไม่กว้างขวางนัก นักวิชาการหรือครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ยังคงจำกัดตัวอยู่ในความเป็น “อนุรักษนิยม/ขัตติยานิยม” หรือไม่ก็ยังคงอิงอยู่กับ “อำมาตยาธิปไตยอันมีจอมพล/พลเอกเป็นผู้นำ” ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญสังคมไทยที่เรารู้จักกันในนามว่า “ประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

 

5

กล่าวโดยย่อ “เสรีภาพทางวิชาการ” ของไทย ได้พัฒนามาเกือบครึ่งศตวรรษ และอาจกล่าวได้ว่ามี “ความเจริญเติบโต” ไม่น้อยเลย นักวิชาการไทยสามารถจะพูด เขียน พิมพ์ได้กว้างขวาง ยกเว้นเพียงหนึ่งหรือสองเรื่องเท่านั้นเอง ที่จะถูกจำกัดหรือถูกเซ็นเซอร์โดยรัฐหรือโดยตนเอง (เรื่องกษัตริย์และเรื่องศาสนา) และในช่วงหลังเหตุการณ์ “พฤษภาประชาธรรม” 2535 ที่บ้านเมืองของเรามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องใช้ “กองทัพ” กับการมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นช่วงยาวถึงเกือบ 15 ปีหรือหนึ่งทศวรรษครึ่ง ก็ทำให้เราเชื่อว่า “ประชาธิปไตยไทย” ซึ่งก็หมายถึง “เสรีภาพทางวิชาการ” ด้วยในเวลาเดียวกัน ได้พัฒนาก้าวหน้าไปไกลมาก นำบรรดาประเทศทั้งหมดในกลุ่ม “อาเซียน” แม้แต่ฟิลิปปินส์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องเหลียวไปมองพม่าแต่อย่างใด

 

6

อย่างไรก็ตาม “การรัฐประหาร 19 กันยายน” ของคณะนายทหารที่มาในนามของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค) ซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Council for Democratic Reform Under Constitution Monarchy (CDRM) ได้รื้อฟื้นระบอบ “อำมาตยาธิปไตยอันมีพลเอกเป็นผู้นำ” ขึ้นมาใหม่ และดูเหมือนว่าระบอบเก่าที่กลับมาใหม่ครั้งนี้ อาจจะอยู่กับเราไปอีกนาน แม้ว่าจะมีคำมั่นสัญญาของการ “กลับ” ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยกับการมีรัฐธรรมนูญจากปากคำของผู้กุมอำนาจก็ตาม

 

7

สัญญาณที่น่าวิตกว่า “เสรีภาพทางวิชาการ” กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากผู้กุมอำนาจรัฐในขณะนี้ ก็มีเช่น

ก.

การจำกัดเสรีภาพในการเผยแพร่ (จำหน่าย) หนังสือและสิ่งพิมพ์ดังเช่นในกรณีของอาจารย์ใจ อึ๊งภากร์ (จุฬาฯ) ผู้เขียนหนังสือ Coup for the Riches หรือในกรณีของนิตยสารกึ่งวิชาการเช่น “ฟ้าเดียวกัน” รวมทั้งการสั่งเก็บและห้ามจำหน่ายหนังสือ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หนังสือลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 ของ ศ. สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี)

 

ข.

การปิดเว็บไซท์ โดยกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร (MICT)  ของรัฐบาลชุดพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งข้อมูลขององค์กรเอกชน เช่น FACT (Freedom Against Censorship Thailand) ให้ตัวเลขว่าปิดไปแล้วถึง 1 หมื่นกว่าเว็บไซท์ (11,329 sites) ในเวลาเพียงไม่ถึง 10 เดือนของการเข้าครองอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ เทียบกับสมัยของรัฐบาลทักษิณ ที่มีการคุกคามต่อ “เสรีภาพทางวิชาการ” การฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทเรื่องค่าเสียหายระหว่าง 80 ล้านบาทถึง 400 ล้านบาท (กรณีของ อ. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ กับกรณีของสุภิญญา กลางณรงค์) ก็ปิดเว็บไซท์ไปเพียง 2,400 เท่านั้น

 

ในบทความของนัก นสพ. ใหญ่อย่างกวี จงกิจถาวร (ซึ่งเป็นหนึ่งในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทักษิณอย่างแข็งขัน)  ใน นสพ. The Nation (June 18, 2007) เรื่อง “Thailand has become totally lost in cyberspace” ให้ข้อมูลที่ต่างออกไปและน่าตกใจ คือ มีถึง 5 หมื่นเว็บไซท์ และเว็บที่ถูกปิดก็เป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่อยู่ควบคู่กันอย่างน่าพิศวง คือ Pornography กับ Anti-monarchy และ Anti-military government (เรื่องลามก เรื่องต่อต้านสถาบันกษัตริย์ และเรื่องต่อต้านทหารกับรัฐบาล) กวีได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยคงจะ “หลงทาง” ไปแล้วในห้วงอวกาศของยุคอินเตอร์เน็ท และคงมีสถานะไม่ต่างจาก Burma, Saudi Arabia, Syria, Tunisia, Iran, Pakistan, Emirates และ Yemen

 

ค.

การเพิ่มงบประมาณของกระทรวงกลาโหมมหาศาล กับการรื้อฟื้นบทบาทของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ซึ่งบทบาทอันนี้เป็นบทบาทของรัฐบาลทหาร/อำมาตยาธิปไตยฯในสมัยสงครามเย็นและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในนามของ กอปค. (กองอํานวยการรักษา. ความปลอดภัยเพื่อปองกันภัยคอมมิวนิสต ) ที่มีอำนาจและงบประมาณมหาศาล การรื้อฟื้นครั้งนี้ทำไปพร้อมกับการ “ปลุก” บทบาทและความสำคัญของ “กำนันผู้ใหญ่บ้าน” ขึ้นมาใหม่ เป็นการลัดวงจรของอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นของ อบจ. หรือ อบต. ที่ทำท่าจะหลุดมือไปจาก “รัฐข้าราชการ/อำมาตยาธิปไตยฯ”

 

ง.

การผลักดันอย่างแข็งขันทั้งจากรัฐบาล ทั้งจาก คมช. ตลอดจน “เนติบริกรและเศรษฐ์/รัฐศาสตร์บริการ” ให้มีการออก พรบ. ความมั่นคงฯ กับ พรบ. การลงประชามติรัฐธรรมนูญ ที่จะมีมาตรการในการคุกคามและจำกัด “เสรีภาพ” ที่กว้างขวางใหญ่โต (ทั้งรวมและเลยวงการวิชาการ) และลงในรายละเอียดแม้แต่การแสดงความคิดเห็นที่ไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็อาจจะมีโทษได้หลายสถานดังปรากฏในคำสัมภาษณ์ของฝ่ายต่างๆที่กุมอำนาจอยู่ในขณะนี้ ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลยิ่ง ทั้งนี้โดยยังไม่รวมถึงสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็น นสพ. วิทยุ และโทรทัศน์ ที่มีจำนวนไม่น้อยที่เสนอข่าวและการวิพากษ์วิจารณ์เพียงด้านเดียว บิดเบี้ยว และสร้างความเข้าใจผิด ความหลงเชื่อ และความรังเกียจเดียดฉันท์อยู่ทุกคืนทุกวัน

 

8

ทีนี้หันมาดูกรณีข้อหา “หมิ่นประมาทระหว่าง ศ. คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี กับ ดร. มรกต เจวจินดา ไมยเออร์” ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องของบุคคล 2 คน แต่กรณีนี้ก็เป็นเรื่องของสาธารณะ/บุคคลสาธารณะ (public and public figures) เช่นกัน และเกี่ยวพันอยู่ในบริบทของ “เสรีภาพทางวิชาการ” อย่างแยกไม่ออก ผู้เขียนเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสอง คือ เคยเป็นผู้ร่วมงานของโจทย์ในฐานะรองอธิการดบี มธ. สมัยปี 2525-2531 และเกี่ยวพันกับผู้ต้องหา คือ ดร. มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ในฐานะอาจารย์กับศิษย์เมื่อสมัยที่เธอเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ระหว่างปี 2528-2532 และที่สำคัญ คือ เป็นผู้นำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของเธอเรื่อง “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ. 2475-2526” มาจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือในโอกาสของการจัดงานฉลอง 100 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ศ. ดร. ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 361/2540 สั่ง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานดังกล่าว แบ่งเป็นภาครัฐและภาคเอกชน (ภาครัฐมีนายกสภา มธ. เป็นประธาน ส่วนภาคเอกชนมีคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์เป็นประธาน)

 

9

หนังสือ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ. 2475-2526” ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนกันยายน 2543 (ก่อนการแจ้งความหมิ่นประมาทของคุณหญิงนงเยาว์ในปี 2549 ถึง 6 ปี)โดยแบ่งเป็นส่วนที่หนึ่งจำนวน 1,500 เล่มซึ่งได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนจาก “สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ” (สวช.) เพื่อเผยแพร่แจกจ่ายสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษาและสื่อมวลชน อีกส่วนหนึ่งจำนวน 2.000 เล่มโดยใช้งบประมาณของโครงการจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ และเผยแพร่โดยขายปลีกทั่วไปในราคาเล่มละ 250 บาท

 

10

การจัดพิมพ์ในส่วนที่หนึ่ง 1,500 เล่มนั้น ทำขึ้นในนามของ “คณะอนุกรรมการฝ่ายนิทรรศการ” ของคณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปีฯ โดยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 47/2542 ลงนามโดย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2542 แต่งตั้งนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นประธานอนุกรรมการ และได้รับส่วนแบ่ง (สำหรับจัดนิทรรศการ) จากเงินของรัฐสนับสนุนที่มียอดรวมจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 327,000 บาท (ตามหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ของ ม.ร.ว. จักรรถ จิตรพงศ์ รองเลขาธิการ)

 

11

เหตุผลที่นำวิทยานิพนธ์ดังกล่าวมาจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ ก็เพื่อเฉลิมฉลอง 100 ปีชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ในปี พ.ศ. 2543 ทั้งนี้เพราะงานเขียนดังกล่าวของ ดร. มรกตมีลักษณะเป็นวิชาการอย่างสูง มีการค้นคว้าวิจัยด้วยระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตร์ และได้ผ่านการตรวจสอบแล้วเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ผศ. ดร. สุวดี ธนประสิทธิ์พัฒนา ศ. ดร. ปิยะนาถ บุนนาค ศ. ดร. สมบัติ จันทรวงศ์ และ อ.    ฉลอง สุนทราวาณิชย์

 

12

ผลงานดังกล่าวของ ดร. มรกต มุ่งเสนอให้เราได้เรียนรู้ชีวิตและผลงานของ ฯพณฯ ปรีดี ให้เกิดความเข้าใจว่า “ท่านได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ในแง่ของมนุษย์ปุถุชน และที่สำคัญก็คือ ดร. มรกตได้เสนอว่า “สิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์นั้น เป็นเรื่องของ “ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือว่า “ถูกสร้าง ต่อเติม เสริมแต่ง” ขึ้นมาได้อย่างไร

 

13

ดังนั้น ผลงานของ ดร. มรกต ก็ทำให้เราได้เห็นภาพลักษณ์ของ ฯพณฯ ปรีดี ว่าได้เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร นับตั้งแต่การ “ปฏิวัติ” เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ท่านเป็นสามัญชนนักประชาธิปไตย แต่แล้วเมื่อเกิด “รัฐประหาร 2490” อันเป็นต้นกำเนิดของ “อำมาตยาธิปไตยฯ”  ท่านได้ถูกสร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็น “ปิศาจการเมือง” (ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์) แต่ในระยะต่อมาก่อนและหลังการถึงแก่กรรมของท่านในปี พ.ศ. 2526 ภาพลักษณ์ของท่านก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง สร้างให้เปี่ยมด้วยคุณธรรม และคุณูปการต่อชาติและราษฎรไทย จนได้รับการยกย่องเป็นบุคคลระดับชาติและนานาชาติโดยองค์การยูเนสโก

 

14

ผลงานและข้อความในหนังสือดังกล่าวของ ดร. มรกต เป็นการเสนอข้อเท็จจริง แสดงความเห็นติชม และเป็นไปตาม “เนื้อผ้า” ที่ได้มาจากข้อมูลลายลักษณ์อักษรนสพ. คำสัมภาษณ์ของยุคสมัยนั้นเมื่อ พ.ศ. 2526  เมื่อฯพณฯ ปรีดีถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีที่มาและแหล่งอ้างอิงชัดเจน ผู้เขียนเชื่อว่า ดร. มรกต หาได้มีเจตนาที่จะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือสร้างความเกลียดชังให้กับ ศ. คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี อดีตอธิการบดี มธ. ในสมัยนั้นแต่ประการใดไม่

 

15

กล่าวโดยสรุป คดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทครั้งนี้ ถ้าไม่เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของงานวิชาการ ก็คงเกิดจาก “มาตรฐาน” อันต่ำต่อความเข้าใจเรื่องของ “เสรีภาพทางวิชาการ” ว่ามีความหมายว่าอย่างไร และมีความสำคัญต่อ “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” อย่างไรด้วย คดีฟ้องร้องดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเสียใจและน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในวงการวิชาการของเรา แต่ก็เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากบริบทของ “เสรีภาพทางวิชาการ” ในภาพรวมของสังคมไทย ของนักวิชาการที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามและอนาคตอันไม่แจ่มใสนักของทั้งสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และประชาธิปไตยของไทยที่ดูนับวันจะยิ่งตีบตัน และอาจไม่สามารถปรองดอง สมานฉันท์ สามัคคี หรือ “เกี่ยเซี๊ยะ” กันในระดับผู้คนชั้นสูง/ชั้นปกครองไม่ว่าจะเป็น “เงินเก่า” หรือ “เงินใหม่” “อำนาจเก่า” หรือ “อำนาจใหม่” ก็ตาม

 

สวัสดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ

ในคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายแต่ละครั้ง นักวิชาการ (ส่วนใหญ่เป็นคน “เล็กๆ”) ที่ตกเป็นจำเลยด้วยผลงานวิชาการของตน ต้องเผชิญปัญหาทั้งจิตใจ การงาน และครอบครัว ที่สำคัญคือต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการขึ้นโรงพัก ขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องมีค่าทนายความ ดังนั้นพวกเราจำนวนหนึ่งได้ริเริ่มก่อตั้งกองทุนเพื่อการนี้ไว้ ขอเชิญชวนบริจากเข้า

 

 

 

กองทุนเสรีภาพทางวิชาประวัติศาสตร์

History Academic Freedom Fund

ผู้สนใจสามารถร่วมสมทบทุนกองทุนนี้ได้ที่

หมายเลขบัญชี    038-429816-3  ธนาคารไทยพาณิชย์  (Siam Commercial Bank)

สาขาสยามสแควร์, Account number: 038-429816-3

Siam Commercial Bank, Siam Square Branch, Swiftcode: FICOTHBK