สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 31 (16 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน 2549)

บทสัมภาษณ์
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : การเมืองพม่าในบริบทอุษาคเนย์

 

คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทยมาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองพม่าในบริบทอุษาคเนย์เพื่อให้เราเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อประชาธิปไตยในพม่ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการเมืองของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิชาการระดับอาวุโสท่านนี้เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ต่อประเทศเพื่อนบ้านของไทยเอาไว้มากมาย อาทิ เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทำงานให้มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งผลิตองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยมานานกว่า 30 ปี นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้แต่งตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองพม่าหลายเล่ม อาทิ “พม่า : ขบวนการนักศึกษาพม่ากับประวัติศาสตร์อันระทึกใจ” เป็นต้น แม้ว่าปัจจุบันท่านจะเกษียณอายุราชการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว แต่ท่านยังคงทำงานด้านวิชาการที่สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศในอุษาคเนย์ให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

อยากให้อาจารย์ช่วยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลเผด็จการพม่าต่างจากรัฐบาลเผด็จการของประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้อย่างไร

ผมคิดว่าพม่าเป็นประเทศที่แปลกเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในโลกนี้เพราะพม่าปิดประเทศมายาวนานมากผู้ปกครองของพม่าเป็นกลุ่มทหารซึ่งปกครองพม่ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบๆ 50 ปีแล้ว เรียกว่า เกือบๆ ครึ่งศตวรรษหรือสองชั่วอายุคนเลยทีเดียว คนพม่ารุ่นปัจจุบันคงนึกไม่ออกว่าระบอบการปกครองที่นอกเหนือจากการปกครองโดยทหารหน้าตาเป็นอย่างไร รวมทั้งคงนึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าการปกครองสมัยอูนุเป็นอย่างไร และสมัยก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ประเทศพม่าโดยรวมจึงเป็นประเทศที่ประหลาดเมื่อเทียบกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ผมคิดว่าคนพม่าที่อยู่ในประเทศ นอกประเทศ นักวิชาการและผู้ติดตามเรื่องพม่าจำนวนมากคงนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าอนาคตของพม่าจะเป็นอย่างไรเพราะดูเหมือนจะเป็นอย่างนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย หลายคนคิดว่าอาจต้องรอจนกระทั่งผู้นำ คนปัจจุบันตายหรือเปล่า ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลง เหมือนครั้งหนึ่งเคยคิดกันว่าหากเนวิน(อดีตผู้นำ)ตาย ทุกอย่างจะเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าพอเนวินตายไป คนอื่นก็เข้ามาแทน ผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่ยากมากๆ

มีคนมองว่า สาเหตุที่ระบอบเผด็จการทหารพม่ายังอยู่ได้เป็นเพราะมีการวางเกมส์แบ่งอำนาจบริหารเอาไว้ โดยมี
ผู้นำสูงสุดสามคน ทำให้เป็นโครงสร้างที่แข็งแรง มีตัวตายตัวแทน ขึ้นมาได้ตลอดเวลา อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรต่อประเด็นนี้

ผมคิดว่าระบอบเผด็จการทหารจะถึงจุดจบได้ปัจจัยหนึ่งต้องมีความแตกแยกภายใน ยกตัวอย่างเช่นระบอบเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร และประภาส จารุเสถียรล้มไปได้ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากความแตกแยกภายใน คือ มีกลุ่มภายในหลายกลุ่มที่ขัดแย้งกันจึงทำให้ระบบเกิดความอ่อนแอ แน่นอนว่าก็ต้องมีพลังอื่นประกอบด้วย กรณีของพม่า ที่ผ่านมามีความแตกแยกภายในเหมือนกันเนื่องจากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว ทำให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ร่วมมือกันกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งออกไป ตัวอย่างเช่น การกำจัดพลเอกขิ่น ยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรีออกไปก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการมีผลประโยชน์ที่โดดเด่นเกินกว่าผู้นำคนอื่น ผมคิดว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทหารพม่าครองอำนาจมาได้นานขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีการตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างดีและลงตัวทีเดียว

นั่นหมายความว่า หากการแบ่งผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัวกันเมื่อไหร่ โอกาสที่จะเกิดความแตกแยกภายในก็จะเพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่
ใช่ ผมคิดว่าความได้เปรียบของฝ่ายเผด็จการพม่าที่ผ่านมาคือการมีทรัพยากรมาก ทำให้แบ่งสรรผลประโยชน์กันได้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ คนเหล่านี้ก็ยังเป็นพวกเดียวกันอยู่ โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งภายในกองทัพเท่าที่ผมมองเห็นในตอนนี้คือการจัดสรรผลประโยชน์ หากผู้นำคนปัจจุบันเสียชีวิตลงอาจไม่ลงตัวเหมือนเก่า เพราะถ้าเรามองจากปี ค.ศ. 1988 มาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาขายเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ ตอนนี้ทรัพยากรถูกทำลายไป
เยอะแล้ว ดังนั้น คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่จะจัดสรรผลประโยชน์ท่ามกลางทรัพยากรที่ลดน้อยลงได้ยากขึ้น หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาประเทศมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประมาณปี ค.ศ.1960 กว่าๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าทรัพยากรป่าลดหายไปเกือบหมด ขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทรัพยากรไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นตามมา ผมจึงเชื่อว่าหากผู้นำคนปัจจุบันตายไป การแบ่งผลประโยชน์ใหม่ให้ลงตัวจะทำได้ยากมากขึ้น และนั่นจะนำไปสู่ความแตกแยกภายในกองทัพ ที่เพิ่มมากขึ้นตามมา

ขบวนการการเรียกร้องประชาธิปไตยของไทยกับพม่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไรบ้าง

จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา (14 ตุลาคม พ.ศ. 2516) ของไทยกับเหตุการณ์ 8888 (8 กันยายน ค.ศ.1988/พ.ศ. 2531) ของพม่ามีลักษณะบางอย่างคล้ายกัน เข่น ความไม่พอใจระบอบเผด็จการทหาร แต่ถ้ามองดูลึกๆลงไปแล้วยังมีลักษณะหลายอย่างที่แตกต่างกันเยอะ เช่น กลุ่มคนที่เดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลา ถ้าเราดูจากเสื้อผ้าที่แต่งตัวจะพบว่านอกจากนิสิตนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มคนชั้นกลางเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก แต่ถ้าเราดูเหตุการณ์ 8888ในพม่า ภาพผู้คนที่ออกไปบนท้องถนนส่วนใหญ่นอกจากนักศึกษาแล้ว เราจะเห็นชาวบ้านนุ่งสะโหร่งเข้าร่วมจำนวนมาก เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจของพม่าในเวลานั้นยังไปไม่ถึงขั้นการสร้างสังคมเมืองแบบใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นชาวบ้าน กลุ่มคนชั้นกลางยังมีจำนวนน้อย อาจมีการพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองเฉพาะย่างกุ้ง แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีความเป็นชนบท เมื่อขาดชนชั้นกลางเข้าร่วมทำให้พลังต่าง ๆ ถูกทำลายได้ง่าย เพราะหลังจากทหารออกมาปราบปรามประชาชนปี พ.ศ. 2531 และหลอกให้เลือกตั้งในปี 1990แล้ว ประชาชนก็ไม่มีช่องทางการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยมากนัก เพราะขาดฐานคนชั้นกลาง ขาดสื่อมวลชนที่ไม่ใช่ของรัฐ และมหาวิทยาลัยก็ถูกปิดหรือย้ายไปอยู่ในชนบท นักเรียน นิสิตนักศึกษาหายไปหมด ขณะที่กลุ่มทหารตั้งโรงเรียนใหม่ขึ้นมาสำหรับลูกหลานตนเอง การต่อสู้กับเผด็จการ ถ้าไม่สู้ในเมืองโดยฐานคนชั้นกลางก็จะทำได้ยาก บรรดาพวกนักศึกษาที่หนีเข้าไปต่อสู้ในป่าก็ไม่มีพลังมากพอ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นก็ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ถูกแบ่งแยกแล้วปกครองทำให้พลังในป่าอ่อนแอ เมื่อพลังในเมืองไม่มี พลังในป่าอ่อนแอ โอกาสที่จะล้มเผด็จการทหารก็เป็นไปได้ยาก

มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พัฒนาการเมืองพม่าต่างจากไทยอีกหรือไม่

ปัจจัยหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเมื่อเราพูดถึงการเมืองไทย แต่เรามักจะมองข้ามไปหรือไม่ค่อยอยากจะพูดถึงคือ บารมีพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันซึ่งมีสูงมากๆ ในสังคมไทย ทำให้ลัทธิทหารไม่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนกับในพม่า ผมคิดว่าตรงนี้เป็นความแตกต่างกันมากระหว่างไทยกับพม่า แต่ประเด็นนี้ต้องแยกแยกให้ดีระหว่าง“องค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน” กับสิ่งที่เรียกว่า “สถาบันกษัตริย์” ผมคิดว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันมีความพิเศษในแง่ของบุญบารมีหรือพระราชอำนาจ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะ แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถส่งถ่ายจากบุคคลหนึ่งสู่บุคคลหนึ่งได้ แต่คนจำนวนมากมักจะนำทั้งสองสิ่งมาปะปนกัน ซึ่งเป็นการมองแบบฉาบฉวย

มองบทบาทของนางอองซานซูจีต่อการเป็นผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างไร

กรณีอองซานซูจี ในด้านหนึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก เพราะเป็นปรากฏการณ์โดดเด่นที่ผู้หญิงจากประเทศเล็กๆ สามารถขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับสากล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจะมองว่าไม่พิเศษก็มองได้เหมือนกัน คือ ถ้ามองในมุมการหาผู้นำแบบโบราณ คือ สืบสายเลือด สืบราชสมบัติอะไรทำนองนี้ อองซานซูจีก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้นำอีกหลายคนในภูมิภาคนี้ เหมือนกรณีของนางเมกาวาตี ซูกาโนบุตรตรี เธอเป็นประธานาธิบดี ของประเทศอินโดนีเซียที่อาจไม่มีผลงานโดดเด่นอะไรเท่าไหร่ แต่บังเอิญเธอเป็นลูกสาวของพ่อซึ่งเป็นนักชาตินิยมคนสำคัญ เธอจึง เป็นที่ยอมรับของประชาชน กรณีของนางคอราซอน อาคีโน ประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินสต์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเบนินโญ สามีเธอซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ถูกยิงตาย เธอก็คงเป็นแม่บ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง สิ่งนี้เลยดูเหมือนว่า การเมืองในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ยังเป็นการเมืองแบบโบราณอยู่ คือ นิยมผู้นำประเภทสืบสายเลือด ดูตัวอย่างใกล้ตัวในบ้านเรา การเลือก ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า คนที่ได้รับเลือกมักเป็นผัว เมีย หรือลูกของนักการเมืองที่คนรู้จักอยู่แล้ว หากมองในมุมนี้ ผมคิดว่าการที่ซูจีได้รับความนิยมจากประชาชนพม่าอาจจะไม่ต่างกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนที่ไม่พิเศษ หรือเป็นคนไม่มีความสามารถนะ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เธอได้รับบุญบารมีส่วนหนึ่งมาจากบิดาของเธอ แต่สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นจนได้รับการยอมรับจากประชาชนและคนทั่วโลกก็คือ ความกล้าหาญและความเสียสละ เพราะเธอมีสามีและลูก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้วในอังกฤษ แต่เธอก็เลือกที่จะกลับมาเผชิญสถานการณ์ในพม่าซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก ดังนั้น แม้ว่าเหตุการณ์จะสร้างวีรบุรุษหรือวีรสตรี แต่ว่าคน ๆ นั้นก็ต้องตัดสินใจด้วยตนเองเช่นกัน ฉะนั้น ความกล้าหาญในแง่จิตใจของเธอเป็นสิ่งที่ต้องแสดงความชื่นชมนับถือ

หลายคนมองว่า การมีซูจีเป็นผู้นำที่โดดเด่นมากเพียงคนเดียวทำให้เกิดข้อด้อยเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกถ้าเราไปหวังอยู่กับคนคนเดียวอย่างนี้ ถ้าเอะอะอะไรก็หันไปพึ่งอยู่ที่เดียวซึ่งผู้ที่ถูกพึ่งก็ลำบาก ในขณะเดียวกัน ประชาชนหรือพลังอื่นๆ ในสังคมก็จะไม่โตขึ้นเลย กรณีของพม่า ผมว่าจะไปตำหนิที่เขาหวังพึ่งผู้นำเพียงคนเดียวก็ไม่ได้ แต่ควรจะเห็นใจมากกว่า เพราะว่าประชาชนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นชนพม่าหรือชนกลุ่มน้อยถูกกดขี่เหยียบย่ำมาโดยตลอดเป็นเวลานานมาก เลยฟื้นตัวไม่ได้ ในแง่หนึ่ง ผมว่าคนพม่าเป็นคนที่โชคร้ายคล้ายๆกับคนกัมพูชาตรงที่ว่ามีผู้นำเลวมากกว่าผู้นำดี ประเภทที่งิ้วธรรมศาสตร์ว่า“เอี้ย”อะไรทำนองนี้ เยอะพอสมควร เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วประชาชนระดับรากหญ้าก็เลยถูกทับแบนแต๊ดแต๋อย่างที่เราเห็น

ถ้าซูจีไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจารย์มองว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าจะหยุดนิ่งอยู่อย่างนี้หรือไม่

ไม่นะ เพราะโลกในบางช่วงขณะอาจหมุนช้า แต่บางขณะอาจหมุนเร็วเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหัน เหมือนกรณีซูฮาโต อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ไม่มีใครคาดคิดคิดว่าจะลงจากอำนาจที่อยู่มาตั้ง 30 กว่าปีภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้ามองอย่างนี้แปลว่าอะไรก็ไม่เที่ยงแท้มีโอกาสเปลี่ยนได้ กรณีของพม่าก็ขึ้นอยู่กับว่าซูจีและคนพม่าที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะยืนหยัดต่อสู้ได้นานแค่ไหน


ปัจจัยภายนอกอย่างแรงกดดันจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มประเทศตะวันตกมีผลต่อประชาธิปไตยในพม่ามากน้อยแค่ไหน

ผมสรุปได้เลยว่า อาเซียนไม่ได้เรื่อง ดูเหมือนเป็นสิ่งเกือบจะไร้สาระด้วยซ้ำ อาเซียนเปรียบได้กับสมาคมข้าราชการของรัฐบาลในประเทศอุษาคเนย์ ไม่มีภาคประชาชน หรือภาคนอกเหนือราชการเท่าไหร่ แล้วข้าราชการในอุษาคเนย์ ส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการการเมืองระดับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ล้วนมีปัญหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก การคอรัปชั่น ผมคิดว่าเมื่อองค์ประกอบของอาเซียนเต็มไปด้วยคนแบบนี้ ผมว่าหวังอะไรไม่ได้ กลายเป็นองค์กรซึ่งจัดการประชุมแบบย้ายสถานที่ประชุมเวียนไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีผลการประชุมอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย มองแค่ง่ายๆ ว่าประเทศในอาเซียนมีปัญหาอะไรเยอะแยะ ไทยก็มีปัญหากับลาว ลาวก็มีปัญหากับไทย ไทยมีปัญหากับกัมพูชา มีการเหยียดหยามเรื่องเชื้อชาติ ปมด้อยบ้างอะไรอย่างนี้ ถ้าลองพลิกดูตำราเรียนประถมและมัธยมที่เขียนถึงประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นว่าไม่สามารถจะเป็นมิตรกันได้เลย ซึ่งจริงๆ แล้ว บทบาทของอาเซียนจำเป็นต้องส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ต้องแก้ตำราเรียนของแต่ละชาติด้วยซ้ำ เพราะเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์แล้วสร้างความไม่เข้าใจกันเยอะมาก ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในอาเซียนเลยทีเดียว แต่ที่ผ่านมา นอกเหนือไปจากเอานาฏศิลป์ไปแสดงแลกกันแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรมากไปกว่านี้

ในมุมมองของอาจารย์ ถ้าอาเซียนต้องการลุกขึ้นมาสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่าจะทำได้อย่างไรบ้าง

ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่เราหวังมากเกินไป ผมไม่ค่อยมีความหวังกับอาเซียนมากเท่าไหร่ ผมว่าความหวังน่าจะมาจากภาคประชาชนไม่ใช่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเขียน
แม้กระทั่งนักร้องอย่าง แอ็ด คาราบาว ก็ยังหวังได้มากกว่า เพราะเวลาเขาแต่งเพลงแสดงความเห็นใจพวกผู้ลี้ภัยยังสร้างความเข้าใจเห็นใจในความทุกข์ยากของผู้คนได้มากกว่า

ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศตะวันตกมีจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่ามาโดยตลอด แต่ทำไมจึงยังไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพม่าได้สักที

ผมคิดว่าประเทศพม่าเล็กเกินไป ไม่คุ้มกับการที่เขาต้องไปปะทะกับจีน ซึ่งผลประโยชน์ที่เขาจะได้จากจีนมีมากกว่า เพราะฉะนั้นก็คงได้แต่ออกมาพูดในแง่หลักการ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้น เป็นความโชคดีของกลุ่มเผด็จการทหารพม่าที่พม่ามีพรมแดนติดกับจีน แล้วเราต่างรู้กันดีกว่า ปัจจุบันจีนเป็นประเทศทุนนิยมมากกว่าประเทศต้นตำหรับในเมืองฝรั่งเสียอีก
เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรในพม่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทั้งสิ้น

อยากให้ช่วยเปรียบเทียบวัฒนธรรมการเมืองของพม่าว่า แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างไร


สมัยที่ผมเรียนหนังสือ เคยมีอาจารย์ชาวอังกฤษพูดว่า คนพม่าเปรียบเหมือนกับคนไอริชแห่งอุษาคเนย์ คือ วัฒนธรรมการเมืองในระดับกลุ่มผู้ปกครองพม่ามีความหัวดื้อหัวรั้น
ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงสูงมาก ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเราจะใช้นิสัยนี้มาต่อสู้เพื่อเสรีภาพอิสรภาพก็จะดี เหมือนอย่างกรณีชาวไอริชต่อสู้จนปลดแอกจากอังกฤษได้ กรณีพม่าก็เคยปลดแอก จากอังกฤษจนสำเร็จมาแล้วเช่นกัน แต่หลังจากนั้นความหัวดื้อหัวรั้นกลับถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยบรรดาผู้นำทหารต่างหยิบฉวยไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวกันหมด ผมคิดว่าถ้านำจุดแข็งของพม่าตรงนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวมก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ อันนี้ผมอาจมองแบบเผินๆเฉพาะเท่าที่สัมผัสคนพม่าระดับข้างบน ผมคิดว่าเป็นคนที่
หัวแข็งมาก แต่ว่าความเด่นตรงนี้ถูกปล้นไปใช้สำหรับรักษาอำนาจของรัฐบาลทหาร

หากมองจากจุดยืนของคนไทย เราสามารถมีส่วนผลักดันประชาธิปไตยในพม่าได้อย่างไร

ถ้าพูดโดยรวม ผมคิดว่าไทยให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าเยอะจนทำให้รัฐบาลทหารพม่าไม่ค่อยจะพอใจไทยอยู่เหมือนกัน ผมคิดว่าปัญหาของพม่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังจนน่าเบื่อไปแล้ว และทุกวันนี้ มันก็ไม่ใช่ปัญหาของพม่าเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาของประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะประเทศไทย เรามีคนที่มาจากพม่า ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง มอญ ไทยใหญ่ จำนวนเป็นล้านคน ซึ่งเขาอาจจะไม่กลับประเทศเขาอีกแล้วหรืออยากจะกลับแต่กลับไม่ได้ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร กับคนเหล่านี้ ปัญหานี้จะคล้ายกับปัญหาคนแม็กซิกันในอเมริกา และกำลังเป็นลูกระเบิดเวลาของสังคมไทย ในอนาคตนะ เพราะจะกลายเป็นปัญหาทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ซึ่งเกี่ยวโยง กับประเด็นด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน แน่นอนว่า หากสถานการณ์ในพม่ายังเป็นเช่นเดิม คนไทยจำนวนหนึ่งจะพึงพอใจกับสถานการณ์นี้เพราะว่าเขาจะได้ผลประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติ และการแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ ในพม่า แต่ถ้าดูโดยรวม สังคมไทยจะเสียหายมาก ถ้าเราไม่สามารถทำให้พม่าจัดการกับปัญหาตนเองได้ เราจะต้องรับภาระไปเรื่อยๆ เพราะคนเหล่านี้ก็ต้องหนีตามมาบ้านเราอย่างแน่นอน

ความหวังประชาธิปไตยในพม่าอยู่ตรงไหน

เป็นเรื่องที่พูดยากนะ ผมว่าพูดแบบเป็นนามธรรมก็ขึ้นอยู่กับคนพม่าที่กำลังต่อสู้ว่าจะยืนหยัดเหนียวแน่นได้นานแค่ไหน จะทำอย่างไรกับอำนาจที่ดูเหมือนว่าทหารจะครอบครองไปชั่วนิรันดร์ ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนพม่าอยู่ในตอนนี้