สัมภาษณ์: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ - ภาระหนักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่

ที่มา:  http://www.prachatai.com/05web/th/home/14881

 

ประชาไทสัมภาษณ์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (และอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ)เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2551 ก่อนหน้าประเทศไทยจะได้รัฐบาลใหม่โดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ 15 ธันวาคม 2551

 

อาจารย์ชาญวิทย์ได้มุ่งประเด็นสำคัญไปที่ปัญหาการต่างประเทศที่ตกต่ำอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย อันเป็นผลมาจากการนำเอาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นกันทางการเมือง ซึ่งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้นเอง ไทยได้เปิดฉากความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และทั้งได้สร้างความตึงเครียดในสังคมโลกจากกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ อีกทั้งสื่อต่างประเทศหลายแห่งยังได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันชั้นสูงของไทยอย่างรุนแรงและกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นปมเชือกที่ซับซ้อนยากต่อการแก้ไขคลี่คลายโดยง่าย และเป็นหน้าที่อันหนักหน่วงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่

   

(อนึ่ง อาจารย์ชาญวิทย์ได้ทำนายไว้ด้วยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่น่าจะได้แก่นายไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ซึ่งจะมีภาษีดีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งก็เป็นไปดังคาด เมื่อรายชื่อรัฐมนตรีระลอกแรกได้รับการเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในช่วงค่ำของวันที่ 15 ธันวาคม)

   

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนต่อไปควรมีคุณสมบัติอย่างไร

 

ควรมีลักษณะที่ต้องการรักษาประวัติศาสตร์ ธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของสยามประเทศ (ไทย) ในแง่ของการทูตไทย เราได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในเชิงการทูตสูงมากๆ รู้จักดำเนินนโยบายที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ แต่น่าเสียใจมากที่ปัจจุบันนี้ เรื่องการทูต การต่างประเทศของเราดูตกต่ำมาก อย่างที่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมีมาก่อน ในฐานะอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเสมียนกระทรวงการต่างประเทศเก่า ผมรู้สึกเสียใจมากๆ ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ได้ นักการทูตเป็นคนซึ่งในด้านหนึ่งโดยคุณวุฒิ มีความรู้ ความสามารถมาก อาจเป็นกระทรวงที่ข้าราชการมีการศึกษาสูงที่สุด ในแง่ของชาติวุฒิก็เป็นคนที่มีชาติกำเนิดที่ดี พูดง่ายๆ ว่าเป็น "ผู้ดี" แต่สิ่งที่เราได้เห็นในเวลานี้ ซึ่งผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็คือ บรรดาอดีตนักการทูตสามารถใช้ถ้อยคำซึ่งหยาบคาย และไม่เป็นผู้ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าจะเอ่ยนามก็อาจจะได้ เช่น กษิต ภิรมย์ และสุรพงษ์ ชัยนาม

 

ผมคิดว่า ฯพณฯ เตช บุนนาค น่าจะเป็นตัวอย่างของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เพรียบพร้อม ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศไม่ควรจะทำตัวให้ตกต่ำไปกับการเมืองแบบพื้นๆ หรือพวกซึ่งไม่มีวุฒิอะไรทั้งสิ้น

   

ช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยอาจมีปัญหาเชิงภาพลักษณ์ต่อต่างประเทศมาก และต้องมีคำอธิบายต่อเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมามากทีเดียว รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ พึงต้องระมัดระวังในประเด็นไหนบ้าง และต้องเตรียมตัวในประเด็นไหนบ้าง

   

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของไทย ควรเป็นคนที่มีความรู้ มีคุณวุฒิสูงมากๆ มีความรู้ ความเข้าใจโลกและเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์อย่างมาก ต้องเข้าใจว่ากัมพูชาเป็นอย่างไร ลาวเป็นอย่างไร สองประเทศนี้สำคัญมาก อาจสำคัญมากกว่ามาเลเซีย เวียดนาม หรือพม่า ด้วยซ้ำไป ต้องเป็นคนซึ่งไม่มองข้ามคนเอเชียด้วยกันไปสู่ลอนดอน ปารีส วอชิงตัน โตเกียว ต้องมีจิตวิญญาณที่เป็นอาเซียน  (ไม่ใช่คนที่ไปคอกเทลปาร์ตี้ ไปประชุมกันที่บาหลี เพื่อจะสรุปว่าคราวต่อไปจะประชุมกันที่ฮานอย หรือมะนิลา อะไรทำนองนั้น)

 

อาจารย์บอกว่าต้องใส่ใจลาวและกัมพูชาและลาวมากเป็นพิเศษ เป็นเพราะอะไร

 

เพราะเรามีพรมแดนติดกับเขา เรายกลาว ยกกัมพูชาออกไปไม่ได้ เรามีวัฒนธรรมร่วมกัน ลาว-ไทย -กัมพูชา ในแง่ที่ว่าเป็นเมืองพุทธด้วยกัน เป็นผู้ที่สืบมรดกของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มากๆ ของขอมโบราณ ผมคิดว่าอันนี้เป็นความสำคัญลำดับแรกๆ (priority) ของกระทรวงการต่างประเทศที่อยากจะฝากไว้กับรัฐมนตรีการต่างประเทศคนใหม่ รวมทั้ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนด้วย

 

สิ่งที่ผมวิตกกังวลคือ วิธีคิดแบบประเภทที่ว่าศาลโลกพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ดินใต้ปราสาทเป็นของไทย วิธีคิดแบบคณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิธีคิดที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์รับมา เป็นความโฉดเขลาเบาปัญญาและน่าอายมากสำหรับประเทศไทย


อาจารย์บอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องนำเสนอเรื่องขนบ จารีตที่ดีของสังคมไทย ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีจดหมายตอบโต้นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ อันนั้นถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการปกป้องจารีตที่ดีงามของสังคมไทยแล้วหรือไม่

 

คิดว่าจดหมายตอบอันนั้นก็เป็นการพูดไปเพื่อรักษาหน้า รักษาตำแหน่งของคนบางคนมากกว่า ไม่ได้ตีประเด็นที่แท้จริง การทูตของสยามประเทศ (ไทย) ในอดีตก็คือการทูตซึ่งรักษาตัว รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้ นำประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตการเมืองในสมัยของอาณานิคม จักรวรรดินิยม ต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันเราไม่ได้ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอีกต่อไปแล้ว เราไปตีความว่าการที่เราต้องเผชิญกับกัมพูชาหรือลาว เหมือนกับเราเผชิญอยู่กับอังกฤษหรือฝรั่งเศส ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว

 

ผมคิดว่า ข้าราชการจำนวนไม่น้อยก็ต้องทำตามรูปแบบเพื่อรักษาตัวเอง รักษาสถานภาพ รักษาหน้าตาของประเทศ ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกตำหนิ แต่ในแง่ของข้อเท็จจริงมันก็ฟ้องอยู่ มันอาจเป็นเพียงจดหมายหนึ่งฉบับที่ไม่มีความหมายอะไรเท่าไร ที่เดี๋ยวคนก็จะลืมไป แต่เนื้อหาสาระจริงๆ ของบ้านเรามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราอาจต้องมองเลยผักชีโรยหน้า มองเลยเรื่องที่เป็นไทยๆ

 

ดูเหมือนอาจารย์กังวลอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่จากเหตุการณ์การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกระทบกับนักท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่แต่อุษาคเนย์ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก ประเด็นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่ควรมีท่าทีอย่างไร

 

รัฐบาลใหม่ หรือรัฐบาลไหนก็ตาม จะต้องไม่ตีความว่าการที่มีการยึดสนามบินหนองงูเห่า(ผมขอเรียกสนามบินหนองงูห่าแทนสนามบินสุวรรณภูมิ)และสนามบินดอนเมือง ไม่ใช่เรื่องว่านายท่าอากาศยานสั่งปิด ไม่ใช่วิธีคิดแบบศรีธนญชัย กรณีการยึดสนามบินเป็นความฉิบหายของประเทศ และไม่แน่ใจว่าเราจะกู้ชาติของเราได้อย่างไร เราได้ทำลายชาติของเราไปแล้วด้วยซ้ำ มันจะยากมากในการกู้ชาติ

   

ท่าทีที่ผ่านมา ทูตหลายประเทศรวมทั้งอียูได้เข้ามาเรียกร้องและตั้งคำถามกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่าจะฟ้อง ดำเนินการทางกฎหมายกับพันธมิตรฯ ไหม อาจารย์คิดว่ากระทรวงการต่างประเทศควรมีท่าทีอย่างไรกับข้อเรียกร้องแบบนี้

 

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศต้องคิดถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่ใช่คนที่คิดถึงผลประโยชน์ของคณาธิปไตย หรืออภิชน อะไรคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ สิ่งที่เรียกว่าประเทศชาติคืออะไร มันไม่ใช่คนประมาณ 5% 10% ที่เป็นอภิชน "บัวแก้วต้องแบ่งบานในวังสราญรมย์ ถึงแม้จะถูกไล่ไปอยู่นอกวังสราญรมย์แล้วก็ตาม"

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีนักการทูตของไทยมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่ผ่านมา และใช้ภาษาซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์อย่างไรในทางการทูตไทยหรือไม่

ในแง่ของการทูต นักการทูตต้องมีภาษาที่ไพเราะ ถูกต้องตามหลักภาษา ยกตัวอย่างอาจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม เคยบอกว่า ministry of foreign affairs ต้องมี s ตรงท้าย หมายความว่า เราละเลยไม่ได้แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อย แต่ปัจจุบันเราเห็นนักการทูตที่หยาบคาย สามหาว ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ผมก็รับไม่ได้ มันเป็นสิ่งซึ่งไม่ควรมีในบ้านเมืองเรา บางทีเราจะพูดอะไรที่เป็นลบก็ตาม มันต้องเป็นนัยของภาษา เราต้องเป็นนายภาษาซึ่งสามารถจะสื่อความหมายได้โดยที่ไม่หยาบคาย พูดง่ายๆ ว่า ต้องไม่ถ่อย

   

ที่ผ่านมา ประเด็นเขาพระวาหารนั้นถูกจุดขึ้นโดยฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังต้องเผชิญข้อครหาเรื่องความใกล้ชิดการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ดังนั้นแล้วภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ประเด็นเขาพระวิหารจะยังคงเป็นปัญหาต่อไปหรือไม่

รัฐบาลซึ่งอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ จะใช้เรื่องต่างประเทศเป็นข้อแก้ตัว และหาเรื่องที่จะเบนประเด็นของประเทศไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ในแง่นี้แปลว่า การที่กรณีปราสาทเขาพระวิหารถูกนำขึ้นเป็นประเด็นในการเมืองของม็อบธิปไตยก็เพราะว่ารัฐบาลอ่อนแอ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลต้องการใช้ประเด็นเหล่านี้ในการถล่มและล้มรัฐบาล ผมคิดว่าหากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะไม่กล้าจะใช้ประเด็นนี้ต่อไป ประชาธิปัตย์ต้องกลับไปหาแถลงการณ์ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ทำเอาไว้ว่ายืนอยู่กับสนธิสัญญาปี 1904 กับ 1907 แปลว่ากรณีปราสาทเขาพระวิหารจะเป็นหอกข้างแคร่ที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลประชาธิปัตย์มาใช้ทิ่มแทงประชาธิปัตย์

 

ทำไมอาจารย์ถึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะกล้าที่จะดำเนินนโยบาย คัดค้านการเป็นมรดกโลกของเขาพระวิหารแบบเดิม

 

ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยมีอยู่ในกัมพูชานั้นสูงมากๆ กัมพูชาเป็นประเทศเดียวรอบบ้านที่เราได้ดุลการค้า ตัวนี้เป็นตัวตัดสิน มิติทางเศรษฐกิจเป็นมิติที่สำคัญมากในการกำหนดนโยบายการต่างประเทศ คล้ายๆ กับ ดร.พิภพ อุดร พูดไว้ว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยมีในกัมพูชานั้นสูงมากและจะเป็นตัวกำหนดนโยบายต่างประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าคนเรียนสูงขนาดมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด อย่างอภิสิทธิ์ เขาจะกล้าทุบหม้อข้าวของตัวเอง ยกเว้นในกรณีที่ใช้ในการโค่นล้มรัฐบาลก่อนๆ

 

ถ้าอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบายอย่างที่อาจารย์ว่า จะไม่ได้โดนหาว่าฮั้วกับกัมพูชา และกำลังจะยกเกาะกง ผลประโยชน์ในทะเลให้กัมพูชาหรือ

 

มันก็มีสิทธิ์ สิ่งที่นักวิชาการคุยกันในงานสัมมนาที่ธรรมศาสตร์ก็มีการพูดว่า สิ่งซึ่งจะเป็นปัญหากับรัฐบาลประชาธิปัตย์ คือ กลุ่มพันธมิตร ม็อบธิปไตยสีเหลือง

 

แต่ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องเขาพระวิหารที่ถูกหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมืองก็คือ มันเป็นมูมเมอแรงกลับ กลายเป็นผลประโยชน์ของกัมพูชาและเวียดนาม ตอนนี้เข้าใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรี สมเด็จฮุนเซน มีสถานะมั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การเลือกตั้งคราวที่แล้วทำให้พรรคการเมืองของสมเด็จฮุนเซนชนะขาดลอยไปเลย สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องใช้พรรคผสมด้วยซ้ำ

 

ดังนั้น ฮุนเซนก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่นอกจากจะอยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในโลกแล้วยังอยู่อย่างมั่นคง เพราะกรณีปราสาทเขาพระวิหารทำให้พรรคแคมโบเดีย พีเพิลส์ ปาร์ตี้ ได้คะแนนเสียงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เข้าใจว่าท่านฮุนเซนจะต้องขอบใจการเมืองที่แตกแยกในประเทศของเราเป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกัน ประเทศซึ่งได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลจากงานนี้คือ เวียดนาม เพราะสินค้าของเวียดนามกับสินค้าไทยนั้นแข่งกันสูงในตลาดกัมพูชา ดูง่ายๆ ว่าถ้าท่านไปพนมเปญจะเห็นว่าบนโต๊ะอาหารจะมีขวดของ แม๊กกี้ ซอสพริก ส่วนใหญ่ทำมาจากเมืองไทย แต่ตอนนี้เวียดนามกำลังแย่งแม้กระทั่งตลาดบนโต๊ะอาหาร การเมืองที่เราประท้วงเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร เราพยายามบุกเข้าไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานแบบนี้ ทำให้เวียดนามเข้ามายึดตลาดในกัมพูชาได้ ทั้งที่ในแง่คุณภาพสินค้า ของไทยยังเหนือกว่า แต่ว่าด้วยความชาตินิยมของกัมพูชา ซึ่งมี "ปราสาทศิลาชาตินิยม" ทำให้เขาเลิกซื้อสินค้าไทยไประยะหนึ่ง

   

หากพูดเฉพาะเรื่องความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก็มีข้อโต้แย้งได้ว่า เป็นความคิดของฝ่ายเสรีนิยมที่คิดแต่เรื่องเศรษฐกิจ ไม่คิดถึงมิติอธิปไตยของชาติ

 

ถ้าคุณไม่ได้รักชาติ คุณหลงชาติ คุณก็นำความฉิบหายมาสู่ชาติ อันนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วคุณก็มาอ้าง รักชาติๆ คุณไม่รู้หรอกว่า ปราสาทเขาพระวิหารมันก็เหมือนบ้านทรายทอง เจ้าคุณปู่ เจ้าคุณตาตกลงไว้ว่ามันเป็นของสายพินิจนันท์  แต่สาย สว่างวงศ์ ณ อยุธยา เข้าไปอยู่นานมากจนคิดว่าเป็นของตัวเอง หม่อมแม่กับหญิงเล็กก็หลงว่าเป็นของตัวเอง มันไม่ใช่ มันเป็นของพจมานเขา เราต้องยอมรับ เรื่องนี้คนเข้าใจได้ง่ายๆ  มีแต่คนโง่ๆ เท่านั้นที่จะไม่เข้าใจ