จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด?

ชื่อบทความเดิม: Destinstion of Thailand (Not Siam) ?

รายงานการเลื่อนงานสัมมนาอิสลามและมุสลิมอุษาคเนย์

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

3 ธันวาคม 2551

 

ผมกลับมาถึงตลิ่งชัน ธนบุรีแล้ว (2 ธค.) หลังจากที่ต้อง “ติด” อยู่ปักษ์ใต้ 7 วัน อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ รายการสัมมนาเรื่อง “โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์” ของเรา (สองมูลนิธิฯ กับหนึ่งบริษัท โตโยต้าและโครงการตำราฯ) นั้น กำหนดจัดที่นครศรีธรรมราช ในวันที่ 28-29 พฤศจิกา ผมและทีมงานดรีมฯ ออกเดินทางบินล่วงหน้าไปเตรียมงานก่อนในวันที่ 26 ตอนบ่ายแก่ๆ แต่ประมาณสองทุ่มคืนนั้น พันธมิตรฯ ก็ทำการล้อมสนามบินดอนเมือง (หลังจากที่ได้ยึดหนองงูเห่าไปได้ก่อนหน้านี้) แล้ว เราเป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่ไปเมืองคอนได้

 

คืนนั้น พวกเราที่ขนข้าวของหนังสือหนังหา เอกสารวิชาการ 2 คันรถบรรทุก ไปเตรียมรอจัดงานที่โรงแรมทวินโลตัส ต่างนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ประมาณตี 4 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ที่จะมาเป็นผู้ปาฐกถานำให้ ก็อีเมล์มาบอกว่าเครื่องบินของท่านถูกตีกลับไปกรุงจาการ์ตา พอประมาณ 7 โมงเช้าของวันนั้น (27) เลขาฯ ของท่าน พลตำรวจเอกเภา สารสิน ประธานมูลนิธิโตโยต้า ที่จะต้องไปเปิดงาน ก็โทรมาบอกว่าท่าน (ซึ่งก็รวมทั้งวิทยากรอีก 40 กว่าชีวิตจาก กทม) ไม่สามารถเดินทางไปได้ เพราะนกแอร์งดเที่ยวบินจากดอนเมืองหมดแล้ว 

 

ปัญหาเฉพาะหน้าของเรา คือ จะเดินหน้าจัดสัมมนาต่อหรือไม่ (คือ ใช้วิธีขนวิทยากรโดยทางรถยนตร์) เพราะเรามีสัมมนาสมาชิกคนลงทะเบียนและแขกรับเชิญรวมแล้วกว่า 600 คน เกินกว่าครึ่งเป็นครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษามาจากภาคใต้ หลังจากโทรปรึกษากันทั้งเช้า ทั้ง อ.เสน่ห์ จามริก ประธานมูลนิธิโครงการตำราฯ ทั้งนักวิชาการท้องถิ่นอย่าง อ. จันทรา ทองสมัคร คุณหมอบัญชา พงษ์พานิชย์ แล้ว เราก็ต้องตัดสินใจ “เลื่อน” ครับ เลื่อนไปไกลเลย คือ ศุกร์และเสาร์ 27-28 มีนา ปีหน้า 2552

ครับ เราเสียหายไปหลายแสน (หมายถึงสองมูลนิธิฯ กับหนึ่งบริษัท) ถ้าคำนวณเป็นเงิน ก็คงใกล้หลักล้าน แต่ที่เสียมากๆ ก็คือ การ “ยึด” สนามบินทั้งสองแห่งนั้น เป็นการยึดประเทศไทย กับยึด “สถาบันหลักๆ ของชาติ” อีกสองสามสถาบันเป็นตัวประกัน (โดยจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม) และที่คนทั่วๆ ไปอาจจะยังคิดยังนึกไม่ตระหนักนักก็คือ มีชาวต่างประเทศจำนวนเป็นแสนจากหลายๆ ประเทศ (ประมาณ 3 แสนคน) ก็จะตีความว่าถูกทำให้เป็น “ตัวประกัน” อีกเช่นกัน จะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ และอย่างไร และที่อาจจะนึกกันไปไกลไม่ถึงนักก็คือ ข้อกล่าวหาที่ว่า นี่เป็นเรื่อง “การก่อการร้ายสากล” หรือไม่ และหากมีการฟ้องร้องกันขึ้น ศาลที่จะมาพิจารณาคดีนี้ จะเป็นศาลไทยหรือศาลในประเทศไหนๆ ก็ได้หรือไม่ก็ตาม 

 

ครับ ผลงาน “ยึด” สนามบินดอนเมืองและหนองงูเห่าครั้งนี้ของ “ม๊อปธิปไตย” บ้านเมืองของเราเสียหายเป็นมูลค่าอันอาจประเมินมิได้ และที่อ้างว่าเป็นการ “กู้ชาติ” (Rescue the Nation) จะจบลงด้วยเป็นการ “ทำลายชาติ” (Destroy the Nation) ในระยะยาวหรือไม่ เราถึงกับ “เผาบ้าน เผาเมือง” เพื่อจับ “หนู” หรือ “นอมินี” เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นหรือ วิชาประวัติศาสตร์คงจะถูกเรียกร้องให้เป็นผู้ตอบ 

 

เมื่อส่งทีมงานทั้งหมดกลับ กทม. ผมกับ อ. อรรจน์ บัณฑิตย์ จาก ม. วลัยลักษณ์ เจ้าภาพร่วมของเรา ก็ตีรถลงใต้ไปหาดใหญ่ ได้รับคำแนะนำว่าไปทัศนศึกษา “คลายเครียด” จะดีกว่า แล้วค่อยหาทางกลับ กทม.โดยรถไฟตู้นอนแอร์ แต่ “ผีซ้ำ ด้ำพลอย” พอทัวร์โบราณสถานเสร็จ จะไปขึ้นรถด่วนพิเศษ ตู้นอน เทศบาลหาดใหญ่ก็เอารถขยายเสียงวิ่งรอบ ประกาศให้ขนข้าวขนของกัน น้ำจะท่วมตลาด ครับ 

 

ผมกลับไปรอที่โรงแรม รอดูน้ำท่วมด้วยใจระทึก เขาว่ากันว่าท่วมหาดใหญ่คราวก่อนนั้น เกือบถึงชั้นสองของตึกแถว แต่เราพักโรงแรมชั้น 5 คงไม่เป็นไร แต่ก็ทำให้ใจตุ๊มๆต่อมๆ แม้ในที่สุดน้ำจะไม่ท่วมตลาดหาดใหญ่ก็ตาม แต่เคราะห์กรรมของผมที่มีร่วมกับผู้คนในชาติบ้านเมืองนี้ ก็คือ คืนนั้น หลังจากรออยู่เกือบสองชั่วโมง ก็ได้รับทราบว่า “โอกาสริบหรี่” เหลือเกิน รถไฟติดน้ำท่วม ผมเลยต้องนอนค้างหาดใหญ่ต่ออีกหนึ่งคืน รอวันรุ่งขึ้นก็กลับโดยรถทัวร์วีไอพี 20 กว่าที่นั่ง เก้าอี้เอนนอนได้ แถมมีเบาะนวดอัตโนมัติด้วย เช้าวันที่ 2 ธันวา ก็ถึงบ้านที่ตลิ่งชัน ธนบุรี ทันฟังข่าวและร่วมรับรู้เป้าหมาย “รัฐประหารโดยศาล” ในการยุบพรรคพลังประชาชน (บวกชาติไทยและมัชฌิมา) เพื่อช่วยสลาย “ม๊อบธิปไตย” ด้วยกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่อาจจะเป็น “ตุลาการธิปไตย” ไปแล้วพอดี

 

ครับ มีรูปภาพงามๆ มาฝากเป็นรายการคลายเครียด เราแวะไปชมจิตรกรรมฝาหนังที่วัดมัชฌิมาวาส สงขลา ซึ่งบูรณะใหม่ งามมากๆ ทั้งพุทธประวัติ ทั้งทศชาติชาดก เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ 4 (เขียนในแบบไทย/จีน และมีฝรั่งปนอยู่ไม่น้อย ดูไปดูมาเหมือนมีรูปแหม่มแอนนาอยู่ที่ผนังด้านขวา) ที่ผมติดใจเป็นพิเศษ คือ ภาพเขาวงกฎที่ชูชกด้นดั้นเข้าไปขอกัณหาชาลีจากพระเวสสันดร และที่ติดใจยิ่งกว่านั้น คือ ราหูอมจันทร์ ที่อยู่สุดสายตาบนเพดานพระอุโบสถ ด้านนอกมี “ถะ” หรือเจดีย์ ว่ากันว่าคงนำเข้ามาจากเมืองจีน ขอแนะนำว่าใครผ่านไปสงขลา ให้แวะไปดูให้ได้ ผมเองก็เสียดายตัวเองที่รอมานานแสนนานจนกลายเป็น “ขิงแก่” ที่เกือบจะไร้สติปัญญา หรือสติสัมปชัญญะไปแล้ว จึงได้มาดูเป็นบุญตา

 

 

คำบรรยายภาพ: หนังสือจิตรกรรมฝาผนัง “วัดมัชฌิมาวาส” ของเมืองโบราณ

 

คำว่า “มัชฌิมา” แปลเป็นไทยว่า “สายกลาง” อันเป็นหลักของพุทธศาสนา พระอินทร์เคยแสดง “ปริศนาธรรม” กับพระสิทธัตถะว่า พิณสายตึงก็ฟังไม่ไพเราะหู พิณสายหย่อน ก็ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นพิณ “สายกลาง” จึงจะใช้ได้ ซึ่งก็ทำให้ทรง “ตรัสรู้” เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

 

น่าแปลกประหลาดใจที่ “การเมืองไทยสยามประเทศ” ในยุคนี้ของ “การเมืองใหม่” โดย “ม๊อปธิปไตย” เพื่อ “ล้มระบอบทักษิณ” และ “โค่นรัฐบาลสมัคร/สมชาย/นอมินี” นั้น แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่อย่าง อดีต นรม. นักวิชาการอาวุโส อดีตนักการทูต ต่างก็ประกาศว่า “สายกลาง” ไม่มี “ต้องเลือกข้าง” ต้องเป็น “สีเหลือง” หรือไม่ก็ “สีแดง” ห้ำหั่นกันให้เห็น “เหลือง” หรือ “แดง” กันไปข้างหนึ่ง เห็นทีบ้านเมืองคงจะพังพินาศ เกิด “สงครามกลางเมือง” เป็น “มิคสัญญี” หรือกล่าวในภาษาโบราณว่า “กาลียุค” เป็นแม่นมั่น

 

 

คำบรรยายภาพ: “ถะ” หรือเจดีย์จีน สั่งตรงลงเรือสำเภามายังสยามประเทศ ด้านหลังคือโบสถ์วัดมัชฌิมาวาส ที่มีจิตรกรรมฝาหนังเป็นเรื่องของพุทธประวัติและทศชาติไว้ให้ชมและศึกษาเพื่อละ “โลภ โกรธ หลง” ในยุคของการเมืองใหม่ (แบบเก่าๆ)

 

จากวัดมัชฌิมาวาส ผมเลยไปขึ้น “เขาตังกวน” เพื่อชมเมืองและทะเลสาบสงขลา (เป็นครั้งแรกเช่นกัน) ตื่นเต้นกับลิงกังจำนวนมาก แต่ก็หงุดหงิดกับเคเบิลคาร์ ที่ลากดึงเราขึ้นไปบนยอดเขา เพราะเขา (ใครก็ไม่รู้) ทำเหล็กและหลังคาโลหะแข็งทื่อปิดเสียมืดทึบ ทั้งด้านซ้ายด้านขวาและด้านบน ราวกับเข้าถ้ำเข้าอุโมงค์ ถามได้ความว่าเพื่อ “กันลิง” ไม่น่าเชื่อว่าคิดกันได้แสนจะรอบคอบถึงขนาดนั้น แทนที่จะเอาตาข่ายถักถี่แต่โปร่งตามาใช้แทน ทำไมถึงเกลียดชัง Hill with a View มากมายขนาดนี้ได้ หรือนี่คือวิธีคิดแบบ “ไทยๆ” นั่นเอง

 

 

คำบรรยายภาพ: ทะเลสาบสงขลา มองจากเขาตังกวน คำว่าทะเลสาบเพื้ยนมาจากคำในภาษาขะแมร์ ซึ่งก็คือ “ตนเลซัป” คำว่า “ตนเล” แปลว่าหนองน้ำ หรือแม่น้ำ คำว่า “ซัป” หรือ “สาป” แปลว่า “จืด” แต่เมื่อกลายเป็นภาษาไทย ก็มีความหมายเท่ากับคำว่า Lake

 

 

 

 

คำบรรยายภาพ: เขาตังกวนมีรถเคเบิลคาร์อันมืดทึบน่าอึดอัดลากขึ้นไปถึง  สูงจากระดับน้ำทะเล 105 เมตร มีเจดีย์โบราณที่ได้รับการบูรณะด้วยเงินทำบุญของรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2402 โดยมีเจ้าเมืองสงขลาคือ เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลา) เป็นผู้ดำเนินการบูรณะ ตระกูล ณ สงขลาสืบเชื้อสายมาจากจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) หรือ”แรงงานรับเชิญ-นำเข้า” สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ต้นตระกูลคือนายเหยี๊ยน แซ่เฮ่า จีนฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง ที่เข้ามารับเก็บ (ภาษี) อากรรังนกนางแอ่น ถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสินมหาราช) จนได้ดิบได้ดีกลายเป็นเจ้าเมืองสงขลา กลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจการเมืองสำคัญคู่ขนานแข่งกับตระกูลเจ้าเมืองเดิมๆ เช่น ณ ถลาง หรือ ณ นคร หรือตระกูลใหม่ๆรุ่นเดียวกันเช่น ณ ระนอง เป็นต้น

 

 

 

คำบรรยายภาพ: บนยอดเขาตังกวน มีคำขวัญเท่ๆ แบบนี้อยู่หลายจุด อ่านแล้วได้ความรู้สึกของการละ “โลภ โกรธ หลง” ไม่น้อย 

 

 

 

 

คำบรรยายภาพ: อีกหนึ่งคำขวัญสุดเท่บนยอดเขาตังกวน มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้ “ปลง” ให้ “พอ” สำหรับบรรดาสีเหลือง สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีขาว สีล่าง สีบน สีกลาง ที่จะได้อยู่ร่วมกันได้ โดยที่ “แตกต่าง” แต่ใม่ “แตกแยก” หรือว่านี่เป็น Impossible Dream

 

 

 

 

ครับ ในช่วงที่เราทั้งหลาย “ติด” (We are all stuck) เป็น “ตัวประกัน” เพราะหนองงูเห่าและดอนเมืองถูก “ยึด” อยู่ในที่ต่างๆ นั้นดูจะเป็นโลกาภิวัตน์จังเลย เพราะนอกจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะติดอยู่ที่จาการ์ตาแล้ว อ.ทักษ์ (เฉลิมเตียรณ) และ อ. เบน (แอนเดอร์สัน) จากคอร์แนล ก็ติดอยุ่ที่สิงคโปร์และมะนิลาตามลำดับ อ.ชยันต์ วรรธนะภูติ มช. ก็ติด และทีมงานเดียวกันของพวกเราที่ มช. ดร.แกรี่ (Dr. Gary Suwannarat) ก็ติดอยู่ที่เมืองพิตสเบอร์ก เธออีเมล์มาบอกด้วยข้อความที่ลึกซึ้งว่า “อย่างน้อย เธอก็รู้ว่าจุดหมายปลายทางของเธอ คือ เชียงใหม่” เพื่อกลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง แต่เธอสงสัยว่า “จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด” What is the destination of Thailand?

 

ครับ “จุดหมายปลายทาง” หรือ destination ของผมก็คือ ตลิ่งชัน ธนบุรี กรุงสยาม กลับไปพร้อมด้วยความรักกลับไปบ้าน ไปหาความรักและความอบอุ่น และผมก็สงสัยเช่นกันกับ ดร.แกรี่ว่า destination ของ Thailand นั้นคืออะไร 

 

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้อง “กู้สยาม” ไม่ใช่ “กู้ไทย” Rescuing Siam not Thailand ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่สีเหลือง สีแดง สีฟ้า สีเขียว สีขาว สีล่าง สีบน สีกลาง จะได้อยู่ร่วมกันได้ โดยที่ “แตกต่าง” แต่ไม่ “แตกแยก” ไม่ต้องฆ่ากันให้เลือดนองแผ่นดิน ทำให้เป็น “กาลียุค” ด้วยวาทกรรมของการกู้ชาติ “ไทย” Thailand ด้วยข้ออ้างของ “ราชาชาตินิยม” ที่ผสมปนเปื้อนด้วย “อำมาตยาเสนาธิปไตย” โดย “ม๊อปธิปไตย” หรือว่านี่เป็น Impossible Dream

.......................................................................

หมายเหตุ: รายงานข้างต้นเคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 ธ.ค.51

 

 

จาก : ประชาไท
 วันที่ : 20/12/2551