ปราสาทเขาพระวิหาร-บ้านทรายทอง

 

(หนึ่ง)

ปัญหาเรื่อง "ปราสาทเขาพระวิหาร"

ที่ถูกใช้เป็น “เกมส์การเมือง” มาเป็นเวลา ๗๐ ปีเข้าแล้ว

และได้กลายเป็นโรคเรื้อรังเสมือนมะเร็ง

เกาะกินสังคมสยามประเทศของเรานี้

จะไม่มีทางแก้ไขได้

หากเราอ่าน "บ้านทรายทอง" ของ . สุรางคนางค์

ไม่ "แตก"

เราก็ไม่สามารถจะขจัด "มายาคติ" และ "อคติ"

(illusion - ignorance)

ในตัวของเราเอง

และกับเพื่อนบ้านอาเซียน/กัมพูชา-สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ได้

 

นิยาย "น้ำดี" ระดับชาติ เรื่องนี้ ควรจะสอนให้เรารู้ว่า

"อันว่าวิมานสถาน "บ้านทรายทอง" นั้น

เจ้าคุณปู่เจ้าคุณตาสมัย Siam ของเสด็จพ่อ . 5

กับสมเด็จกรมฯ ดำรงฯ (มท 1) และ สมเด็จกรมเทววงศ์ฯ (กต 1)

และประธานประเทศฝรั่งเศส ได้ตกลงกันยกให้กับทางฝ่าย

"สกุลพินิตนันท์" ไปแล้ว

ดังนั้น ก็ต้องตกเป็นของพจมานผู้สืบสกุลเธอวันยังค่ำ

ไม่ว่าจะเป็นโดย "ศาลโลก" 2505 หรือ "กรรมการมรดกโลก" 2551

 

ส่วนทางฝ่าย "สกุลสว่างวงศ์ อยุธยา"

อย่างหม่อมแม่และหญิงเล็ก

กับ "ผู้นำฝ่ายอำนาจนิยม-จอมพล" คนหัวปลี/ท้ายปลีทั้งหลายสมัย Thailand นั้น

เพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยชั่วคราว

เลยหลงละเมอไป

แต่ ตอนนี้เจ้าของจริงเธอมาเอาคืนไปแล้ว

 

หากอยากจะอยู่ร่วมกันกับเธอให้ได้ด้วยดี

ก็ต้องได้ด้วย “ความรัก-กัลยาณมิตร” ครับ

ความเกลียดความแค้น

(มายาคติ และอวิชชา) ใช้ไม่ได้หรอกครับ

ทางที่ดีต้องหา "ชายกลาง"

หร้อมด้วยคนดีมีศีลธรรมอย่าง "หญิงใหญ่" กับ "ชายน้อย" มาช่วยเป็นคนกลาง

พจมานเธอ ถึงจะกลายเป็นทั้งพินิตนันท์ และเป็นทั้งสว่างวงศ์ อยุธยา

อยู่กินกันด้วยสันติสุข สมานฉันท์สุวรรณ-อุษาคเนย์-อาเซียน ครับ"

Make Love Not War with thy Asean - Neighbors

ชาญวิทย์

ธนบุรี- สยามประเทศ

 

(สอง)

แล้วเมื่อไหร่บ้านทรายทองภาคพิสดารของพันธมิตรจะจบเสียทีล่ะครับ

เห็นชอบปลุกกระแสเรื่องเขาพระวิหารอยู่เรื่อย

เป็นห่วงคนไทยส่วนใหญ่กลัวมองบ้านประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

 

เคารพอย่างสูง

สฤษฎ์เดช มฤคทัต

นสพ.บางกอกโพสต์

 

(สาม)

ผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะจบอย่างไร

เพราะ "หม่อมแม่" และ "หญิงเล็ก"

ก็พวกมากลากไป (หรือไม่ต้องลาก ก็ไปอยุ่แล้ว)

 

ส่วน "ชายกลาง" กับ "หญิงใหญ่" ก็ปากหนัก

มีแต่ "ชายน้อย" ซึ่งก็พิการ

ครับ คุณสฤษดิ์เดช

 

สื่อกระแสหลักเอง

ทั้ง นสพ (ไทย/อังกฤษ) วิทยุ และโทรทัศน์

รวมทั้งหน่วยราชการ

ทหาร/พลเรือน (ทั้ง กห. กต.)

-นักวิชาการ/มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ มธ. นิดา รังสิต)

ต่างก็เล่น "เกมส์" กัน

เพื่อได้แต้ม ได้ตำแหน่ง ได้เงินพิเศษ (หรือไม่ก็เอาตัวรอด)

จากกรณีนี้

 

ประเด็น ปราสาทและเขาพระวิหาร นี้

ผู้คนกล่าวหากันว่า

"ขายชาติ"

"ไม่รักชาติ"

รวมทั้ง "โง่" ซ้ำๆๆ

ได้ง่ายๆ เหลือเกิน

 

แต่พวกนั้น ไม่รู้ (หรือรู้ก็ไม่รู้) หรอก

ว่ากำลังทำลายชาติ

ทำลายคน

ทำลายเศรษฐกิจสังคมของตนเอง ครับ

 

ในคริสตศาสนา (ที่ผมไม่ได้เข้ารีตด้วย)

มีคำกล่าวสุดท้ายของพระเยซูเจ้าว่า

Father forgive them,

they know not what they do

 

 

ชาญวิทย์

ธนบุรี

PS: or do they?

 

 

How to solve the Preah Vihear Problem:

ปัญหาเรื่องพื้นที่ 4.6 ตร.กม.

(และหรือปราสาทเขาพระวิหาร) นั้น

มีทางออกอย่างน้อย 4 ทาง คือ

 

(1)

นำเรื่องทั้งหมดกลับไปขึ้นศาลโลกใหม่อีกครั้งหนึ่ง

(ใครจะชนะคดี??)

 

(2)

ส่งกองกำลังติดอาวุธ ยกทัพเข้าไปยึดทั้งพื้นที่และปราสาท

(ผลของการรบ จะเป็นอย่างไร??)

 

(3)

เจรจา ต่อรอง

 

(4)

ขจัดอวิชชา-

อคติ-

โลภ(อยากได้)-

โกรธ(เพราะไม่ได้)-

หลง(ว่าจะได้)-

แล้วปลง

ทำจิตให้เกิดปัญญา

และอุเบกขา

 

Make Love not War

ชาญวิทย์

เวียงจันท์

๑๙ กันยายน ๒๕๕๒

(วันสารทไทยและ ??!!)

 

Pridi Banomyong, รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์,

the Elder Statesman had this to say:

สยาม/Siam โดยปรีดี พนมยงค์/Pridi Banomyong กล่าวไว้ว่า

“เพลงชาติของประเทศสยาม

ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย

มีเนื้อร้องตั้งต้นด้วยประโยคว่า

“ประเทศสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง....

ต่อมาเมื่อเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทยแล้ว

ทางราชการได้เปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติว่า

“ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”

ซึ่งไม่ตรงตามหลักวิชาว่าด้วยเชื้อชาติ

เพราะในประเทศไทยมีคนเชื้อชาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วย...........................

.......................................

การเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยนั้น

สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างคนเชื้อชาติไทย

ที่มีทัศนะทางสังคมแตกต่างกัน

คือ ฝ่ายหนึ่งถือ “ทัศนะรักชาติ” (PATRIOTISM)

กับอีกฝ่ายหนึ่งถือ “ทัศนะเชื้อชาตินิยม” (RACISM)

ประกอบด้วย “ทัศนะคลั่งชาติ” (CHAUVINISM)

ที่เกินขอบเขตยิ่งกว่าทัศนะคลั่งชาติของฮิตเลอร์

และแสนยานุภาพญี่ปุ่น”

จากข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์

“ความเป็นมาของชื่อ “ประเทศสยาม” กับ “ประเทศไทย”

พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๗