Seas-TU interview-October 2008

"ทัศนะ อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับ หนึ่งทศวรรษโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฯ

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง" 2543-2552 (2000-2009)

 

เรียนสัมภาษณ์ในคำถามต่อไปนี้นะครับ

1.    ขอให้อาจารย์กล่าวถึงความเป็นมา และแรงบันดาลใจที่จะก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาขึ้นว่า อาจารย์มีความเป็นมา และแรงบันดาลใจอย่างไร

ตอบ

ในด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะได้เรียนเรื่องนี้มาแต่ปริญญาตรี ที่ มธ. ในช่วงระหว่างปี 2503 ถึง 2506 สมัยนั้น มีบรรดา ดร. จากกระทรวงการต่างประเทศ มาบรรยายพิเศษ แล้วก็บรรยายเรื่องนี้ ทำให้เริ่มสนใจ พอได้ไปเรียนต่อโทและเอกในสหรัฐฯ ก็ไปเรียนเรื่องนี้อีก ทั้งที่ในรัฐคาลิฟอร์เนียและในรัฐนิวยอร์ค ซึ่งก็ตรงกับทศวรรษ 1960s และ 1970s ที่เรื่องของ Southeast Asia เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมาก เนื่องจากมีสงครามลัทธิและอุดมการณ์ในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา และไทยก็กลายเป็นฐานทัพของอเมริกันไป

2.    เห็นว่าอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่าอาจารย์ใช้เวลาเกือบ 30 ปีที่สร้างโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นมาให้เป็นโครงการหนึ่งในระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอความกรุณาอาจารย์เล่าในช่วง 30 ปีนั้นว่า อาจารย์มีอุปสรรค์บ้างไหมกับการก่อตั้งและพัฒนาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

ตอบ

ไม่แน่ใจว่า 30 ปีหรือไม่ จำได้ลางๆว่าช่วงที่ทำงานเป็นรองอธิการฯ ของ ดร. ป๋วยนั้น ท่านเคยปรารภว่าอยากจะขยาย “ไทยคดีศึกษา” ให้กว้างขวางขึ้นเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตอนนั้น “การเมืองขวาพิฆาตซ้าย” ก่อน 6 ตุลา 2519 แรงมากๆๆ ก็เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อมา ในช่วงทศวรรษ 2520-30 ผมก็ไปยุ่งกับงาน “ฟื้นฟูจิตวิญญาณธรรมศาสตร์” (ธรรมศาสตร์ 50 ปี พ.ศ. 2527) กับ “การรื้อฟื้นความทรงจำท่านปรีดี พนมยงค์” (สิ้นชีวิต 2528)เรื่องก็เลยค้างคาไปอีกหลายปี

ช่วงชีวิตการทำงานที่สำคัญ คือ หลังจากออกจาก “มรสุมการเมือง” ของ มธ. และออกจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อปี 2538 นั่นแหละ ที่ได้มาผลักดันเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริงๆจังๆ โดยผลักดันจากฐานของคณะศิลปศาสตร์ (จากภาควิชาประวัติศาสตร์ และจากอาจารย์ที่แข็งข้น 2 ท่าน คือ อ. กาญจนี ละอองศรี และ อ. จุฬาพร เอื้อรักษ์สกุล)

แต่กว่าจะได้อนุมัติก็ผ่านอธิการบดีหลายคนและหลายสมัย คลอดออกมาเมื่อปี 2543 หรือ ค.ศ. 2000 พอดี (สมัย รศ. นริศ ชัยสูตรเป็นอธิการบดี) หรือว่า 1 ปีก่อนผมเกษียณอายุราชการนั่นแหละ

จะว่าไปว่า มีอุปสรรคหรือไม่ ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ในตอนนั้น ผมก็อาจได้เปรียบในแง่ของการเป็นอาจารย์ผู้อาวุโส ผ่านงานและผ่านตำแหน่งต่างๆมามาก และที่สำคัญคือได้กำลังหนุนจากทางญี่ปุ่น โดยเฉพาะ Kyoto Center for Southeast Asian Studies ที่ทำให้โครงการฯ ที่เราทำดูมีหน้ามีตา มีสถานะ ครับ

 

3.    อาจารย์คิดว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดอย่างไรบ้าง

ตอบ

ถ้าจะพูดว่าพัฒนาเห็นชัด ก็คือ อยู่ที่นักศึกษา ครับ เราได้คนได้นักเรียน มาสมัครสอบแข่งขันเป็นจำนวนมากทุกปี (ปีแรกที่เปิด 2543/2000 มีนักเรียนมาเข้าแถวซื้อใบสมัคร ยาวออกไปนอกประตูท่าพระจันทร์) เพราะฉะนั้น เราก็มีสิทธิเลือกนักศึกษาที่ค่อนข้างมีคุณภาพได้ ผลผลิตที่ออกมาเป็นบัณฑิต ก็ดี น่าพอใจ แล้วเขาและเธอก็ไปได้การได้งานดีๆ มีคนให้เครดิต ผมก็มองว่านี่เป็นพัฒนาการหรือความสำเร็จที่น่าพอใจ

แต่ในแง่ขององค์กร ในแง่ของตัวโครงการฯ และในแง่ของอาจารย์ประจำ บวกกับกฎระเบียบอันเข้มงวดแบบราชการเดิมๆของคณะฯ และของ มธ. เอง (แม้ว่าเราจะมีสถานะเป็นโครงการพิเศษ เก็บค่าหน่วยกิตในอัตราพิเศษก็ตาม) ก็คิดว่ายังต้องพัฒนาอีกมาก (ยังงุ่มง่าม เร่อร่า และไม่ทันสมัย ทันกาล) ครับ

4.     ขอความกรุณาอาจารย์กล่าวถึงความประทับใจตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ในฐานะที่อาจารย์เป็นทั้งผู้ก่อตั้ง และอาจารย์ของลูกศิษย์)

ตอบ

คงต้องตอบเหมือนกับข้อที่แล้ว ครับ คือประทับใจกับลูกศิษย์ ผมนั้น เป็นอาจารย์ประจำใน มธ มาตั้งแต่ปี 2516 (ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่เท่าไร) สอนลูกศิษย์ลูกหามามากแสนมาก เป็นหมื่นๆคน ทั้งวิชาพื้นฐานฯ ของปี 1 ทั้งในคณะศิลปศาสตร์ และคณะอื่นๆ แต่ผมพอใจนักศึกษาในโครงการฯ มากๆ เพราะกระตือลือล้นมาก (จำนวนไม่น้อย “สิบเอ็ดรอดอ” น่าดู) มีชีวิตชิวา ทำให้ผมยังชอบสอนหนังสืออยู่ (แต่ขี้เกียจตรวจข้อสอบและเทอมเปเปอร์) แม้วัยจะร่วงโรยไปมากแล้วก็ตาม

 

5.    ทศวรรษที่ผ่านมา ในทัศนะของอาจารย์นั้น อาจารย์คิดว่าตอนนี้โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจมากน้อยเพียงใด และสิ่งที่จะต้องปรับปรุงหรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเรื่องอะไรบ้าง ในทัศนะของอาจารย์

ตอบ

คงต้องตอบเหมือนข้อ 3 ครับ ว่าด้วย นศ. บัณฑิต ตัวโครงการฯ และอาจารย์ประจำ

6.    ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจารย์คิดว่าจะให้โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาไปในทิศทางอย่างไร

ตอบ

ทีแรกผมคิดว่าน่าจะพัฒนาให้สูงขึ้น เป็นปริญญาโทหรือเอก และเป็นนานาชาติ ให้สอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้ คิดว่าโดยตัวองค์กรและอาจารย์ประจำ และกฎระเบียบอันเข้มงวดแบบราชการเดิมๆของคณะฯ และของ มธ. เอง ถ้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย ทำให้ “โครงการ” กลายเป็น “องค์กรอิสระ” ไม่ได้ ก็คิดว่าเราไม่พร้อมทำโทหรือเอก ครับ

ตอนนี้ คิดว่าควรผลักดันในนักศึกษาของเรา ให้เก่งภาษาเพื่อนบ้าน และมีประสบการณ์ใช้ชีวิต หรือไปเรียนในประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นทวีปอย่างลาว กัมพูชา เวียดนาม หรือคาบสมุทร อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ครับ

ส่วนระดับสูงเช่นโทหรือเอก ก็ให้หน่วยงานอื่นๆ ใน มธ. ทำดีกว่าหรือไม่ก็ไปต่อที่จุฬาฯ ที่อิ่นๆ รวมทั้งในต่างประเทศ ก็จะดีกว่า เราเน้นให้เข้มเฉพาะปริญญาตรี ก็อาจจะพอแล้ว

7.    ในอนาคต อาจารย์อยากให้นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพื่อนบ้านอย่างไร

ตอบ

อยากให้ นศ หรือบันฑิตของเราได้ทำอย่างที่เสนอในข้อ 6 คือรู้ภาษาเพื่อนบ้านให้ดี มีประสบการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน และช่วยกันสร้าง “นโยบายเพื่อนบ้านอาเซียนที่ดี” Good Asean Neighbors Policy สร้างความสมานฉันท์ ความเข้าใจ เป็นมิตรไมตรีกัน ไม่ทำเหมือนกับคนรุ่นเก่าๆ (อย่างรุ่น “ขิงแก่” แบบผมทศวรรษ 1960s-1970s) อย่างในกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่สร้างศัตรูมากกว่าสร้างมิตร อยากให้ นศ และบัณฑิตของเรา make love not war ครับ

8.    และสุดท้ายนี้ อาจารย์อยากจะกล่าวอย่างไรบ้างกับทั้งนักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งที่เป็นศิษย์เก่า  นักศึกษาในปัจจุบัน และคนที่อยากเข้ามาเรียนในโครงการนี้บ้าง

ตอบ

ไม่รู้จะฝากอะไรไว้ ก็คงบอกได้เพียงว่า ช่วงระยะเวลา 4 ปีของการเป็น นศ. ในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่สำคัญมากสำหรับชีวิตของคนหนุ่มคนสาว (จะหนุ่มจริงๆ หรือสาวจริงๆหรือไม่ก็ตาม) เป็นช่วงเวลาของการแสวงหา และการเรียนรู้ ถ้าเข้ามาได้ แต่แทบไม่ได้อะไรไป นอกจาก “กระดาษ” นั้นแผ่นเดียว ก็คงน่าเสียดาย เพราะวันชื่นคืนสุขเช่นนี้ จะไม่มีทางหวลกลับมาอีกเลย ครับ

โชคดีในการเดินทางและแสวงหาในชีวิต ครับ TuSeas