“ทางออก-ทางตัน ของ (สยาม) ประเทศไทย”หรือ “เราจะหลีกเลี่ยง ‘กาลียุค’ ได้อย่างไร”

ธรรมศาสตร์วิชาการ-ธรรมศาสตร์-รังสิต-20 สิงหาคม 2552

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

(1)

ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาจะถึงกาลอวสานนั้น มี “เพลงยาวพยากรณ์” ว่าจะเกิด “กาลกุลี” หรือที่รู้จักคุ้นเคยเรียกกันว่า “กลียุค” โดยมีถ้อยคำบางตอน ดังต่อไปนี้

                                                                “คือเดือนดาวดินฟ้า จะอาเพด

                                                                อุบัติเหตุเกิดทั่ว ทุกทีศาน

                                                                มหาเมฆจะลุก เป็นเพลิงกาล

                                                                เกิดนิมิตพิศดาน ทุกบ้านเมือง

                                                                พระคงคาจะแดงเดือด ดั่งเลือดนก

                                                                อกแผ่นดินเป็นบ้า ฟ้าจะเหลือง

                                                                ผีห่าก็จะวิ่ง เข้าสิงเมือง

                                                                ผีเมืองนั้นจะออก ไปอยู่ไพร

                                                                ....

                                                                มิใช่เทศกาลร้อน ก็ร้อนระงม

                                                                มิใช่เทศกาลลม ลมก็พัด

                                                                มิใช่เทศกาลหนาว ก็หนาวพ้น

                                                                มิใช่เทศกาลฝน ฝนก็อุบัติ..........

                                                                .....

                                                                ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ

                                                                นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย

                                                                กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย

                                                                น้ำเต้าอันลอยนั้น จะถอยจม.....

                                                                ........

                                                                กรุงประเทศราชธานี

                                                                จะเกิดกาลกุลีทุกแห่งหน

                                                                จะอ้างว้างอกในทั้งไพร่พล

                                                                จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย

                                                                จะร้อนอกสมณาประชาราช

                                                                จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย

                                                                จะรบราฆ่าฟันกันวุ่ยวาย

                                                                ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ.....

(2)

ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา สยามประเทศ(ไทย)ของเราตกอยู่ท่ามกลาง “วิกฤตการเมือง” ที่ทำให้ผู้คนแตกแยกกัน “เป็นก๊กเป็นเหล่า” อย่างไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่เสียกรุงฯ เมื่อ พ.ศ. 2310 และในการสัมมนาและเสวนาเพื่อหา “ทางออก” หลายต่อหลายครั้งนั้น ผมได้เคยสรุปไว้ว่า

 

“ในด้านการเมืองดูเหมือนเราจะถึงจุดตีบตัน.....

 

"เชื่อได้ว่าการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 นั้นมิใช่ครั้งสุดท้าย

รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งผมเรียกว่า ฉบับของอำมาตยาเสนาธิปไตยนั้น

ก็จะมีทั้งส่วนที่จะต้องแก้ไขแน่ๆ

หรือไม่ก็ต้องมีใหม่ฉบับที่ 19 หรือ 20

นี่เป็นระเบิดเวลาทางการเมืองที่ถูกวางเอาไว้

 

“ในด้านเศรษฐกิจ รัฐไทยพัฒนาจนมาเป็นทุนนิยม

แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา

จนเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน

คนเมืองกับคนชนบท

ถ่างกว้างที่สุดในอาเซียนก็ว่าได้

 

นี่ทำให้นโยบายประชานิยมที่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้

แต่ก็ได้รับคะแนนและโดนใจ “ก๊กไทยล่าง”

ทำให้พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ไม่สามารถชนะใจคนส่วนใหญ่ได้

นับเป็นระเบิดเวลาลูกที่สอง

 

 “ในแง่ของสังคม ขณะนี้กลายเป็นสังคมที่เงินคือพระเจ้า

ทั้งในทุกระดับ ทุกวงการ โดยจะเห็นข่าวของโลภะ โทสะ โมหะ

จากสื่อทุกวันจนคนชินและชาไปแล้ว

 

"สังคมไทยที่ผมรู้จักและคุ้นเคยกำลังหมดไปทุกวันๆ

ผมคงจะได้เห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น

 และคงจะไม่ได้เห็นอะไรที่เคยได้เห็นมาชั่วชีวิต

ที่สิ่งเคยเชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม”...

กำลังมลายหายไป

เรากำลังเอาเรื่องชาติ เรื่องความรักความเกลียด

มาพิฆาตฆ่าฟันกัน

ขาดวิหิงสา ขันติธรรม ขาดสติ

และขาด "เกี๊ยะเซี๊ยะ" หรือสมานฉันท์"

 

 "สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในไม่กี่ปีนี้

ที่คนไทยแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า

ประกอบกับ "ปรากฏการณ์สนธิ" ทั้งสนธิ ลิ้ม (ทองกุล)

และสนธิ บัง (พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน )

ที่ในภาคหนึ่งจบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยาฯ รัฐธรรมนูญ 2550

และกำลังเดินต่อในภาคสอง-สาม-สี่ ที่ดูจะไม่รู้จบ

และดูจะก้าวเลยจุดประสานประโยชน์ “เกี้ยเซี้ย” ไปแล้วนั้น

 

“ผมคิดว่าเรากำลังถูก “สึนามิทางการเมือง”

ก่อตัวพร้อมจะถล่มให้พินาศ

เราอาจมีจลาจล เป็น “อนาธิปไตย” มี “สงครามกลางเมือง 

 

การที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง “ปราสาทเขาพระวิหาร และปราสาทเขาพนมรุ้ง”

โผล่ขึ้นมา กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโค่นล้มกัน

อาจเป็นสัญญาณของ “กาลียุค”

 

การอภิปรายของผมที่ผ่านๆมา คงสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ที่ได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านจากรายงานใน นสพ. หลายท่านถึงกับบ่นว่า “ฟังแล้ว ไม่เห็นจะมีทางออก”

 

(3)

ดังนั้น ผมจึงค่อนข้างแปลกใจที่ “ธรรมศาสตร์วิชาการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านรองฯ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จัดเสวนาในหัวข้อนี้ขึ้นมาอีก และก็ยังเชิญผมมาพูดอยู่อีก แต่ก็ต้องบอกว่า ขอบพระคุณครับ ที่ให้เกียรติ และในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ผมต้องขอสารภาพว่า “ค่อยไม่มีอะไรใหม่ ที่จะพูดเลย” แต่ก็อุ่นใจว่านอกจากจะมี ศ. พรายพล คุ้มทรัพย์ นักเศรษฐศาสตร์ตัวยง มี ดร.เกษียร เตชะพีระ นักรัฐศาสตร์ตัวกลั่น ก็คงทำให้เราพอมี “ทางออก” ได้บ้างกระมัง

 

(4)

ขอท้าวความว่า เมื่อเกิดกระแสการประท้วง ต่อต้าน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลหลายชุด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบอบทักษิณ” และ “นอมินี” ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจุดเริ่มต้นที่สำคัญของรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 และมีการนำ “เสื้อเหลือง” พร้อมด้วยข้อความว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มาใช้เป็นครั้งแรก ณ หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

จนกระทั่งขบวนการขยายใหญ่โตกลายเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม) และก็มีขบวนการตอบโต้ คือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ที่ใช้สัญญลักษณ์ “เสื้อแดง” ก็ทำให้การเมืองไทยร้อนระอุเดือนพล่านไปทั่วทุกส่วนของสังคม ไม่ว่าจะสูง-กลาง-ล่าง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติ

 

ถ้าจะใช้สำนวนพากษ์ “งิ้วธรรมศาสตร์” สยามประเทศไทยของเรา ได้แตกแยก “เป็นก๊กเป็นเหล่า” เป็น “เสียมโป๊ยก๊ก” มีทั้ง “ก๊กเหลือง” “ก๊กแดง” “ก๊กน้ำเงิน” “ก๊กสีฟ้า” “ก๊กสีชมพู” “ก๊กสีเขียว” “ก๊กสีขาว” และ “ก๊กสีบอด”

 

สถานการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ทั้งการยุบสภา ทั้งการเลือกตั้งใหม่ ทั้งความผันผวนทางการเมือง จนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อันนำมาซึ่งการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และมีการร่างฉบับใหม่ของปี 2550 อันเป็นฉบับที่ 18 และเราๆท่านๆ ต้องมีชีวิตผ่านรัฐบาลจาก นรม. ทักษิณ ชินวัตร เป็นสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นสมัคร สุนทรเวช เป็นสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และเป็นอภิสิทธิ เวชชาชีวะ

 

(5)

ในแง่ของตัวผม ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอน “ประวัติศาสตร์การเมือง” ผมได้ใช้ศาสตร์ของผมมอง วิเคราะห์ และวิพากษ์วิจารณ์ และสำหรับในวันนี้ ผมก็คงต้องขอยืนยันตามเดิมว่า

 

เราถึงแล้วซึ่ง “ทางตัน” ตันทั้งทางด้านการเมือง ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสังคม “ลางสังหรณ์” ของผมเช่นนี้ ก็เพราะกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่น่าจะ “ตายสนิท” ไปแล้วเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา (2505) กลับถูก “ขุด” ขึ้นมาใช้ปลุกระดม “ชาตินิยม-ล้าหลัง-คลั่งชาติ” กันทางการเมือง “ใหม่” อย่างรุนแรง (2551) พร้อมๆกับการใช้ “ไสยศาสตร์ มนต์ดำที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง” ที่มีการขึ้นไปบวงสรวง แล้วทุบต่อยทุบทำลายรูปเคารพ “นาคราชและทวารบาล”

 

ในปีนี้ ผมคิดว่าเราก็ยังอยู่กับ “ทางตัน” เช่นเดิม ดังจะเห็นได้จากการ “ยื่น” และ “คัดค้าน” การถวายฏีกา (ของเสื้อแดงและเสื้อน้ำเงิน) รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการประชุม กก. มรดกโลกที่ประเทศสเปน ที่ รมต. สุวิทย์ คุณกิตติ กลับมาพร้อมด้วยการ “บิดเบือน” ข้อมูลว่ายูเนสโก “เลื่อน” การขึ้น “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็น “มรดกโลก” ไปอีกหนึ่งปี ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

 

ดังที่เราทราบกันดี ว่าเหนือหน้าบันและทับหลังของ 2 ปราสาทขอม/เขมรนั้น มี “พระอิศวร” ในท่าของ “ศิวนาฏราช” และล่างลงมามี “นารายณ์หรือพระวิษณุบรรทมสินธุ์” แล้วก็มีดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภี ดอกบัวนั้นเผยออกมาเป็น “ท้าวมหาพรหม” ที่จะทรงสร้างโลกและยุคใหม่ นี่เป็นการสิ้นสุดของ “กาลียุค” และการเกิดขึ้นของยุคสมัยใหม่ ตามคติความเชื่อว่าด้วย “วัฏจักร” ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ที่ตกทอดมาอยู่ใน “ไตรภูมิพระร่วง” ของไทยสยาม

 

ปรากฏการณ์ทางการเมือง นับตั้งแต่ปลายปี 2548 (2003) จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้ผม (แม้ไม่อยากคิด แต่) ก็ต้องคิดว่าเราถึง ณ จุดนี้นี่แหละ คือ “กาลียุค” และ “ความพินาศฉิบหาย” (ขอย้ำว่า “กาลี” หรือ “กลี” นั้นเป็นปางดุร้ายที่ต้องทำลายล้างของ “พระอุมา” เพื่อให้สิ้นยุคเก่า และเกิดยุคใหม่)

 

ดังนั้น ถ้าเราจะหลีกเลี่ยงหนีไปให้พ้น “กาลียุค หรือ “ทางตัน” เราจะมี “ทางออก” อย่างไร ผมคิดว่าอย่างน้อย เราต้องทำ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ให้ได้ คือ

 

(หนึ่ง)

จักต้องสร้าง “ความสมานฉันท์-ปรองดอง” ขึ้นในชาติโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาใด หรือในภูมิภาคใด ไม่ว่าเหนือ อีสาน กลาง และปักษ์ใต้ และในเวลาเดียวกัน จักต้องทำให้บรรดาคนชั้นสูง ชั้นกลาง (ใน กทม.และเมืองใหญ่ๆ) ที่กุมอำนาจรัฐหรือรัฐบาล (หรือในศัพท์ “ซ้ายเก่า” ที่เรียกว่า “นายทุน ขุนศึก ศักดินา) สามารถจะ “เกี้ยเซี้ย” ประนีประนอมผลประโยชน์กันให้ได้ แล้วก็แบ่งผลประโยชน์อย่างเป็น “ธรรม” ให้กับชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง

 

(สอง)

จักต้อง “ปฏิรูป” แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็ต้อง “ปฏิวัติ” เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้เป็นของ “สยามประเทศ” (ไม่ใช่ “ประเทศไทย”) เปลี่ยน brand-name ใหม่ให้เป็น Siam ไม่ใช่ Thailand และให้มีเนื้อหาสาระที่เป็น “ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง โดยไม่หมกเม็ด ไม่รับใช้ หรือซ่อนเร้นไว้เพื่อประโยชน์ของ “กลุ่มคน” หรือ “หมู่คณะ” ใดๆ

 

(สาม)

จักต้องทำให้ “สถาบันกษัตริย์” เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง พอเหมาะพอควร สำหรับการยึดถือ เคารพ บูชาของประชามหาชนโดยรวม และไม่ถูกนำไปใช้ทั้ง “อ้าง” และทั้ง “อิง” เพื่อประโยชน์ของ “กลุ่มคน” หรือ “หมู่คณะ” ใดๆ

 

(สี่)

จักต้องทำให้ “สถาบันทหาร-ตำรวจ-พลเรือน-ตุลาการ” เป็นสถาบันของการบริหารจัดการ ที่ปราศจากการเข้าไปแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และต้องทำให้สถาบันเหล่านั้น มีความคิดที่เป็นประชาธิปไตย และมีหน้าที่รับผิดชอบต่างๆนานา ตามลำดับ ของการ “ป้องกัน-พัฒนาประเทศ” และดำรงไว้ซึ่ง “หลักของกฎหมายและความยุติธรรม” โดยส่วนรวม มิใช่เพื่อประโยชน์ของ“กลุ่มคน” หรือ “หมู่คณะ” ใดๆ

 

เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้นั่นแหละ ที่สังคมสยามประเทศ(ไทย) Siam not Thailand ของเรา ถึงจะหลีกเลี่ยง “กาลียุค” ได้ และมีแต่ “สันติสุข”