ประวัติศาสตร์บาดแผล "เขมร-ไทย"ทั้งรักทั้งชัง

สกล ทองหมี

http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03hap04080750&day=2007/07/08&sectionid=0317



เมื่อ 4 ปีก่อน ช่วงปลายเดือนมกราคม 2546 เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อชาวเขมรนับร้อยบุกเผาสถานทูตเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญ ทำให้เอกอัครราชทูตไทยและเจ้าหน้าที่หนีตายกันไม่คิดชีวิต

ไม่เฉพาะสถานทูตไทยเท่านั้น แต่ยังขยายลุกลามไปยังกิจการคนไทยที่เดินทางไปลงทุนในเขมร ต่างพากันพากันเก็บตัวเงียบ และบางส่วนหนีกลับประเทศไทย

ต้นเหตุมาจากแค่ข่าวลือในประเทศเขมร ว่าดาราสาวไทยที่ชาวเขมรชื่นชอบและรู้จักกันดี พูดจาดูถูกชาวเขมร ลือกันหนักถึงขั้นที่ว่า เขมรขโมยปราสาทนครวัดไปจากประเทศไทย

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความร้าวฉานต่อความสัมพันธ์อันดี ระหว่างไทยกับเขมรเป็นอย่างมาก ว่าเบื้องลึกแล้ว คนเขมรมองไทยอย่างไร และคนไทยอย่างเรามองเขมรในแนวทางไหน

เมื่อเร็วๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ความสัมพันธ์ไทย-เขมร ทั้งรักทั้งชังกับประวัติศาสตร์บาดแผล" โดยอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาอธิบายและชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเขมร

โดยเฉพาะแง่มุมทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่ไทยมองต่อเขมร เรื่อยมาจนถึงแบบเรียนของไทยที่สอนกันอยู่ในขณะนี้

อาจารย์ชาญวิทย์ย้อนถึงเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญครั้งนั้นว่า เกิดจากการไม่เข้าใจต่อการรับรู้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะทางด้านข่าวสาร จึงทำให้เกิดการรับรู้แบบผิดๆ ประกอบกับความเป็นชาตินิยมของชาวเขมร ตลอดถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจพวกเขาเหล่านั้นมาอย่างยาวนาน

ไม่เพียงเท่านั้นคนไทยที่ประกอบธุรกิจการค้า และลงทุนในเขมร โดยคนเขมรมองว่า เราไปกอบโกยและไม่มีความจริงใจ หรือแม้แต่การเข้าไปในรูปแบบของนักท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวบางคนไปพูดจาดูแคลนคนเขมร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนั้นทั้งสิ้น

อาจารย์ชาญวิทย์ บอกว่าในฐานะที่เป็นนักประวัติศาสตร์ จึงอยากจะทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์ ที่เรามักทำความเข้าใจอย่างผิดๆ ในเบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เรามองเพื่อนบ้านอย่างเขมรนั้นอย่างไร เพราะตรงนี้เป็นปัญหาทางด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะแนวคิดแบบชาตินิยมที่ว่า ประเทศไทยเราล้อมรอบไปด้วยประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ขณะที่เราเป็นชาติเดียวในอุษาคเนย์ที่ไม่เป็นเมืองขึ้น และเราก็มักจะย้ำเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

หากมองย้อนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสยามมักจะติดต่อโดยตรงกับชาติตะวันตก ตลอดจนเจ้าอาณานิคมในประเทศเพื่อนบ้าน ดั้งนั้น จึงมีวิเทโศบายลู่ไปตามลม จนละเลยที่จะติดต่อสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพียงเพื่อการหลุดพ้นจากอาณานิคมของชาติตะวันตก

"คนไทยเราแม้จะภาคภูมิในประวัติศาสตร์ของตน แต่ในความภาคภูมิใจนั้น ได้เกิดทัศนคติในแง่ลบต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะความเป็นเอกราชของชาติไทย" อาจารย์ชาญวิทย์ระบุพร้อมทั้งยกตัวอย่าง

ในการสร้างหนัง และภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่จะผลิตกันซ้ำๆ ในหลายๆ ครั้ง การทำภาพยนตร์เหล่านี้เป็นมุมมอง และมองในด้านเดียวของเรา ขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์แบบรักชาติ หรือชาตินิยม ก็สร้างความรู้สึกสัมพันธ์ในลักษณะปมเขื่องและปมด้อย ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเขมรและลาว

ท้ายที่สุด อาจารย์ชาญวิทย์เสนอทางออกว่า ควรแก้ไปที่แบบเรียนทางประวัติศาสตร์ของไทยเราเอง เพราะเป็นปัญหาที่สำคัญมากและฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแบบเรียนระดับประถมศึกษา มีเด็กเรียนถึงประมาณ 10 ล้านคน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเมือง และย้ำถึงความเป็นเอกราช

แบบเรียนเหล่านี้ล้วนมีความเป็นชาตินิยมที่สอดแทรกอยู่ ที่สำคัญถูกปลูกฝังแนวคิดนี้มาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เกิดการปลูกฝังนับแต่นั้นเป็นต้นมา

รวมทั้งเนื้อหาในแบบเรียน ก็ไม่ได้บอกถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติพันธุ์ ตลอดถึงภาษา อัตลักษณ์ และวัฒนธรรม ที่ประกอบขึ้นเป็นพลเมืองรวมอยู่ในสยามประเทศ ที่มีทั้งไทย ลาว มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว ม้ง เย้า กวางตุ้ง ไหหลำ มลายู เปอร์เซีย

แม้กระทั่งซาไก ในป่าใหญ่ ตลอดถึงมอแกน ตามชายฝั่งทะเลก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น แบบเรียนที่สอนกันอยู่ในขณะนี้ ต้องเขียนและปรังปรุงเสียใหม่ โดยต้องเขียนให้มีความรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำความรุ่งเรืองของอารยธรรมที่เก่าแก่มาใส่ไว้ในเนื้อหาแบบเรียน โดยเฉพาะอารยธรรมจากมอญและเขมร ที่นับว่าเป็นอารยธรรมรุ่นแรกที่สืบทอดมาสู่เรา

สิ่งเหล่านี้ดูได้จากภาษาและการละเล่นต่างๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนถ่ายทอดมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมอญและเขมรแทบทั้งสิ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทัศนคติของไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ จึงไม่ควรมองและศึกษาเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครอบคลุมและรอบด้านทั้งอุษาคเนย์


หน้า 6<