Life Style: ศิลปวัฒนธรรม

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/culture/20090709/57440/มายาคติแห่งความร้าวฉาน...เหนือเขาพระวิหาร.html

วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 01:00

มายาคติแห่งความร้าวฉาน...เหนือเขาพระวิหาร

โดย : ยุวดี วัชรางกูร

http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/07/04/images/news_img_57440_1.jpg

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/07/04/images/news_img_57440_2.jpg

http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/07/04/images/news_img_57440_3.jpg

ภาพประกอบข่าว

 

ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันเนื่องมาจากท่าทีของฝ่ายไทย ที่ยื่นคัดค้านมติคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก

พระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลก เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
วันนี้ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์อาวุโส ผู้เดินทางไปขึ้นปราสาทพระวิหารทางฝั่งกัมพูชามาหมาดๆ มีประเด็นสำคัญจะถ่ายทอดสู่รัฐบาลและสาธารณชน ก่อนที่เหตุการณ์ทางแนวชายแดนฝั่งตะวันออกจะบานปลาย...เกินเยียวยา

 

+อาจารย์เดินทางไปปราสาทพระวิหารด้วยวิธีไหนคะ ใครเป็นผู้นำทาง และการเดินทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอะไรหรือไม่

 ผมไปขึ้นปราสาทเขาพระวิหารทางฝั่งกัมพูชา ไปโดยรถยนต์เช่าปาเจโร 100 ดอลลาห์สหรัฐฯ ต่อวัน และไปจากกรุงพนมเปญ ตามทางหลวงสายเหนือ ระยะทางทั้งหมดเกือบ 300 กิโลเมตร ถนนดี ราดยางครึ่งหนึ่งจนถึงเมืองกัมปงธม จากนั้นก็เป็นถนนลูกรังซึ่งกำลังมีการก่อสร้างทำทาง ทำสะพานกันอย่างขะมักเขม้น มีเครื่องจักรทำงานเต็มไปหมด

 ผมไปกับลูกศิษย์ชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่ง พวกนี้เป็นคนรุ่นใหม่ เพิ่งจบปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ ด้านโบราณคดี และอยู่ในโครงการสมานฉันท์ “รู้จักเพื่อนบ้านอุษาคเนย์” ซึ่งเป็นงานของ Center for Khmer Studies ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิ Rockefeller ผมไปๆ มาๆ 6 เดือน สอนหนังสือเรื่องอุษาคเนย์ เรื่องสุวรรณภูมิ ระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงพนมเปญ ในช่วงกลางปี 2551 กับต้นปี 2552 ที่การเมืองไทยกำลังร้อนแรงด้วยสีเหลืองปะทะสีแดง

 

 +ระหว่างทางพบเจอเรื่องอะไรที่น่าสนใจบ้างคะ

 ผมพบชาวบ้านเยอะแยะ ข้างทางมีทั้งลูกหว้าและข้าวโพดต้ม แวะซื้อกินได้สบายๆ
 
แต่พอใกล้เขาพระวิหาร ก็จะเห็นนิคมสร้างตนเองแบ่งที่ดินเป็นล็อคๆ ถามได้ความว่ารัฐบาลสมเด็จฮุนเซ็นแบ่งที่ให้ครอบครัวทหารส่วนใหญ่คงเป็นเขมรแดงเก่า รายละหลายสิบไร่ เพื่อให้มีคนมาหักร้างถางพง สร้างบ้านสร้างเมืองในเขตจังหวัดพระวิหารที่ถือว่าห่างไกลและทุรกันดารมาก

 ว่าไปแล้วเส้นทางสายนี้ตัดขึ้นมาจนถึงชายแดนไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จนโรดมสีหนุ ในช่วงทศวรรษ 1960s คือช่วงที่เป็นคดีความขึ้นศาลโลก แต่ผ่านมากว่า 40 ปี ก็ยังรกร้างว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่ การที่รัฐบาลฮุนเซ็นได้ปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปีที่แล้ว ก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คงจะมีโรงแรมหรู หรือสนามบินเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจเป็นทุนจีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น

 

+บรรยากาศของหมู่บ้านโกมุย .จอมกระสาน .พระวิหาร เป็นยังไงบ้างคะ โดยเฉพาะเมื่อมีถนนตัดตรงมาถึง

 ที่หมู่บ้านโกมุยหรือภูมิโกมุย ทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร ก็คึกคักพอควรนะ มีผู้คนเดินไปเดินมา มีทหารเยอะ บรรยากาศดูสบายๆ มากกว่าจะตึงเครียดอย่างที่ผมได้วาดภาพไว้ก่อน ช่วงนั้นเป็นปลายพฤษภา มีฝนลงตลอดเวลา เขาพระวิหารด้านฝั่งกัมพูชาดูแล้วเป็นยอดแหลมลาดขึ้นไปทั้งด้านซ้ายและด้านขวา สวยมาก เหมือนเป็นยอดเขาพระสุเมรุ ไม่มีลักษณะเป็นเนินลาดขึ้นด้านเดียวแบบที่เห็นจากทางประเทศไทย

 ส่วนทางขึ้นไปยังตัวปราสาทก็เป็นทางราดปูนซีเมนต์อย่างแข็งแรง ยาว 3 กิโลฯ กว่าๆ ใช้เวลาขึ้นเพียง 15 นาทีได้กระมัง ตลอดทางจนถึง “วัดแก้ว” และบริเวณลานกว้างตรงปราสาทหลังที่ 1 พลับพลาจตุรมุขนั้น มีทหารกางเตนท์นอนอยู่ตลอดทาง และก็มีทหารโบกรถขอขึ้นขอลงตลอดทาง บรรยากาศค่อนข้างครื้นเครง มีนักท่องเที่ยวฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์มาด้วยเหมือนกัน พอเราขึ้นไปถึง พวกทหารเขมรก็กรูกันเข้ามา อาสาว่าจะเป็นมัคคุเทศก์ให้ เราจ่ายค่าจ้างตอบแทนเป็นบุหรี่ครับ

 

+บ้านโกมุยมีความหมายว่าอะไรคะ เกี่ยวข้องกับปราสาทบนยอดเขาหรือเปล่า

 บ้านโกมุยคงเหมือนๆ กับบ้านภูมิซรอลทางด้านไทยกระมัง คือเป็นชาวบ้านๆ ปลูกห้องแถวชั้นเดียว ค้าขาย มีร้านอาหาร มีแผงลอยขายเสื้อผ้า ขายผลไม้ และมีห้องพักราคาถูกๆ ด้วย แต่ผมไม่แน่ใจความปลอดภัย เลยเข้าไปพักในอำเภอเมืองตะแบกมีชัย เจ้าของเป็นจีนขะแมร์ รักชาติมาก ในโรงแรมมีภาพอิงค์เจ็ทเป็นรูปปราสาทเขาพระวิหารขนาดคับห้อง ติดทั่วไป ติดในห้องนอนด้วย

 

+ลัทธิปราสาทศิลาชาตินิยมกัมพูชา ปะทะกับลัทธิชาตินิยมสุดขั้วในระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบไทย ส่งผลอะไรบ้างทั้งที่ผ่านมา และจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

 ลัทธิปราสาทศิลาชาตินิยมกัมพูชา ปะทะกับลัทธิอำมาตยาชาตินิยมของไทย ผลปรากฏว่าครั้งแรก 2506 กัมพูชาได้คะแนนจากศาลโลก 9 ต่อ 3 ได้มีอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ครั้งที่สอง ปี 2551 เมื่อเสนอขึ้นเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโกเพียงฝ่ายเดียว ได้คะแนนเอกฉันท์ คือจาก 21 ประเทศ

 ดังนั้นลัทธิปราสาทศิลาชาตินิยมกัมพูชากับรัฐบาลฮุนเซ็นก็ฮึกเหิม วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมาก็ครบรอบได้ขึ้นมรดกโลกครบ 1 ปี ได้ข่าวว่ามีการฉลองใหญ่ในกรุงพนมเปญ ชุมนุมที่สนามกีฬาโอลิมปิก เห็นว่ามีการลั่นฆ้องและตีกลองตามวัดพุทธทั่วประเทศด้วย

 

+การที่สื่อกระแสหลักของไทย นำเสนอข่าวว่าไทยสามารถยื้อการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ส่งผลต่อ "การรับรู้" และ "ความเข้าใจ" ของคนในประเทศแค่ไหนคะ จะเป็นการเพิ่ม "บาดแผล" ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นหรือเปล่า

 ทั้งสื่อกระแสหลักและทั้งรัฐบาลไทย คือโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ให้ข่าวอย่างนั้น ทำให้ประชาชนไทยเข้าใจผิดและไขว้เขว หลงเชื่อว่าทางยูเนสโกอาจจะเปลี่ยนมติของปี 2551 ซึ่งว่าไปแล้วการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกจบไปแล้ว เป็น fait accompli หรือกิจกรรมที่สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ที่เหลือคือการที่รัฐบาลกัมพูชาต้องทำการบ้าน หรือทำ “แผน” ในการพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องรอง ค่อยๆ ทำไปได้เรื่อยๆ อย่างที่ผมได้เห็นว่ามีการทำถนนราดยาง มีการสร้างสะพาน สร้างอาคารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างอาคารของ PVNA (Preah Vihear National Authority) มีการปักป้ายปักเขต เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และธงสีฟ้าของยูเนสโก

 

+การนำเสนอข่าวทำนองนี้เป็นเรื่องขาดความรู้ความเข้าใจ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือคลั่งชาติไม่ลืมหูลืมตากันแน่คะ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น

 ผมคิดว่าคล้ายๆ กับเป็น “อคติ” หรือ “มายาคติ” คือเชื่ออย่างที่ต้องการเชื่อ หรือเคยเชื่ออย่างนั้นมาเป็นเวลาเกิน 50 ปี ก็เชื่อต่อไป ถอนยาก

 ผมเองก็เคยหลงเชื่อเช่นนั้นมาก่อน สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เคยเดินขบวนประท้วงกัมพูชาและสีหนุ เมื่อปี 2505 เคยเชื่อว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” ดังนั้นเขมรก็ไม่มีสิทธิในบรรดาปราสาทขอมทั้งหลาย อะไรแบบนี้

 เคยเชื่อว่าไทยเรา “เสียค่าโง่” ผมคิดว่าวาทกรรมนี้ควรถามและตอบต่อว่า ถ้าโง่ ใครเป็นคนโง่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 ผมเคยเชื่อว่า “ฝรั่งเศสทำแผนที่แต่ฝ่ายเดียว” สยามสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้รับรู้ด้วย เคยเชื่อว่า “ทางขึ้นปราสาทมีแต่ทางด้านเมืองไทยทางเดียว” สูงเท่ากับตึกเอ็มไพร์เสตท คนเขมรจะขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด ต้องมาขึ้นทางฝั่งไทย และผมก็เคยเชื่อนักวิชาการกระแสหลักบางคนที่ตอกย้ำวาทกรรม “โง่ซ้ำสอง-สาม-ซ้ำซาก”

 

+อาจารย์มองว่าสถานการณ์แบบนี้จะคลี่คลายลงได้ยังไงคะ ทั้งในเชิงการใช้วิชาการทางประวัติศาสตร์ การทูต หรือแม้แต่การทหาร

   จะคลี่คลายยังไงน่ะเหรอ ตอบยากมาก เพราะเรื่องมันใหญ่ เรื่องมันยาว เรื่องมันลึก ต้องแก้ปมที่ผูกเอาไว้หลายปมเลย คงตอบสั้นๆ ได้ยาก แต่ต้องแก้ทั้งการทูต ซึ่งก็เป็นปัญหามากในตอนนี้ จะเห็นได้ว่า รมต.กระทรวงต่างประเทศไม่มีบทบาทเลยในเรื่องนี้ ในตอนนี้

 ถ้าต้องแก้ทางการทหาร ก็ยากมาก เพราะอำมาตยาชาตินิยมที่สร้างกันไว้จนบานปลายไปเป็น “เชื้อชาตินิยม” หรือ Racism เลือดเนื้อชาติเชื้อไทย รังเกียจเดียดฉันท์คนขอม/เขมร นี่ต้องเยียวยาหนักทีเดียวในระยะยาว

 ดังนั้น ในระยะสั้นคงต้องพยายามผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ให้บานปลาย ระเบิดออกมา แต่ก็ไม่แน่ไม่นอน เมื่อปีที่แล้วเป็นเพียง “อังกุ้งฝอยให้สุก” ทางฝ่ายนักการเมืองสีเหลืองของไทยทั้งแท้และเทียม โค่นล้มรัฐบาลสมัคร-นพดล-สมชายไปได้ ส่วนทางรัฐบาลฮุนเซ็นก็ประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ตอนนี้สถานะมั่นคงมากๆ ได้ทั้งเสียงสนับสนุน ได้ทั้งงบประมาณทหารที่ทุ่มลงไปในเขตจังหวัดพระวิหาร ได้ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งยังได้แรงสนับสนุนจากเวียดนามและลาวอย่างแนบแน่นอีกด้วย สามชาตินี้ไปมาหาสู่กันด้วยใบผ่านแดน ไม่ต้องขอวีซ่าและเสียเงิน 20 ดอลลาห์สหรัฐฯ อย่างคนไทย

 ที่น่าวิตกคือปีนี้ 2552 จะกลายเป็นการ “เผากุ้งหอยปูปลา” หรือ “เผาจริง” กันขนานใหญ่หรือไม่ และเมื่อช้างสารที่กรุงเทพฯ ชนกับช้างสารที่พนมเปญ หญ้าแพรกที่อีสานใต้ สุรินทร์-ศรีสะเกษ และเขตจังหวัดพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ หรือทหารพรานตัวเล็กตัวน้อยก็คงแหลกลาญ ทำมาหากินก็ไม่ได้ แถมยังต้องบาดเจ็บล้มตายอีกด้วยกระมัง คิดแล้วน่าใจหายครับ

 ขอแถมท้ายสุดคลายเครียด คือเรื่องนี้คิดว่าถ้าจะแก้ให้ได้ต้องแก้ที่ใจ โดยเฉพาะใจของชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ คือต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าวิมานสถาน "บ้านทรายทอง" นั้น เจ้าคุณปู่เจ้าคุณตายกให้กับทางฝ่ายสกุลพินิตนันท์ไปแล้ว ดังนั้นก็ต้องตกเป็นของพจมานเธอ ส่วนทางฝ่ายสกุลสว่างวงศ์ อยุธยา อย่างหม่อมแม่และหญิงเล็กนั้นเพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยชั่วคราว ตอนนี้เจ้าของจริงเธอมาเอาคืนไปแล้ว

 

หากอยากจะอยู่ร่วมกันกับเธอให้ได้ด้วยดี ก็ต้องได้ด้วย “ความรัก” ครับ ความเกลียดความแค้นใช้ไม่ได้หรอกครับ ทางที่ดีต้องมีชายกลางมาเป็นคนกลาง พจมานเธอถึงจะกลายเป็นทั้งพินิตนันท์ และเป็นทั้งสว่างวงศ์ อยุธยา อยู่กินกันด้วยสันติสุขครับ