"แลไปข้างหน้า" 10 แนวทาง "ปฏิรูป" มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาไทย แทนการ "ขายทอดตลาดหรือเซ้ง"

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)
Monday, December 18, 2006 04:16



โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษา คือ "ศูนย์กลางทางปัญญา" ของสังคม มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่รวมบรรดา "ครูบาอาจารย์" ผู้ทรงความรู้และสติปัญญาเข้ามาร่วมสรรค์สร้างศิลปวิทยาการ นานาแขนง ไม่ว่าจะเป็น "ศาสตร์" (sciences) หรือ "ศิลป์" (arts)

มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาเป็นสถานที่ที่สร้าง "คนรุ่นใหม่" รุ่นแล้วรุ่นเล่าออกไปเป็น "ผู้นำ" ของสังคม ยิ่งสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด มหาวิทยาลัยก็ยิ่งทวีคุณค่า และความสำคัญเด่นชัดขึ้นเพียงนั้น

นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษท่านหนึ่ง คือ Alfred North Whitehead กล่าวถึงคุณค่าของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาไว้ว่า
"ในสภาวะการของชีวิตมนุษย์สมัยใหม่ มีกฎที่แน่นอนตายตัวอยู่ข้อหนึ่ง คือ มนุษย์เผ่าใดก็ตามที่มองไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาอบรมทางปัญญาแล้ว เผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นก็จักถึงจุดจบและการล่มสลาย"

กล่าวโดยย่อ มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมเท่านั้น แต่หมายถึงเพื่อ "การดำรงอยู่" หรือ "การอยู่รอด" ของสังคมอีกด้วย

ในระยะเวลา 4 ทศวรรษ หรือตั้งแต่ประมาณกลางทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา เราได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็นกระบวนการที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่ง "ศูนย์กลางทางปัญญา" นี้ ไม่ว่าในนามของ "การปฏิรูป" หรือในนามของมหาวิทยาลัย "นอกระบบ" หรือ "ในกำกับ" หรือ "อิสระ" ฯลฯ

เราเห็นการนำมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาไปขึ้นไว้กับสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็โยกไปอยู่กับ "ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ" ที่กลายเป็น "ทบวงมหาวิทยาลัย" (เฉยๆ) แต่ก็ถูกยุบสลายตัวไปรวมกับ "กระทรวงศึกษาธิการ" เช่นในปัจจุบัน

เราเห็นการตั้งคณะกรรมการแล้วคณะกรรมการเล่า เราได้ยินและได้ฟังด้านบวกของ "การปฏิรูป" จากนักวิชาการนักบริหารกลุ่มเล็กๆ ที่ทรงอำนาจอยู่ในวงวิชาการมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษา ที่พร่ำบอกกับเราให้เชื่อและเดินตามพวกเขาทั้งหลาย (ไม่ค่อยจะมีเธอเท่าไรนัก) ที่ได้วางแผนไว้ให้ และถ้าเราทำตามที่เขาบอก มหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาของไทยก็จะเจริญก้าวหน้า วิชาการก้าวไกล อาจารย์จะได้ทั้ง (กล่อง) วิชาการ ได้ทั้ง "เงิน" เดือน (เพิ่ม)

แต่ในรอบ 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงของเรา เป็นไปในด้านปริมาณ มากกว่าคุณภาพ เราเห็นความตกต่ำของมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาไทยเรื่อยมา เมื่อมีการจัดอันดับในเอเชียทีไร มหาวิทยาลัยชั้นนำของเรา ก็ติดอันดับล่างๆ ของ 50 และเมื่อมีการประเมินความสามารถ ทางภาษาอังกฤษของเยาวชนของเรา ก็ตกอยู่อันดับ 9 ใน 10 ชาติของอาเซียน

ในเวลาเดียวกัน เราก็ได้ยินด้านลบ และสิ่งที่ไม่เป็นมงคลอันจะเกิดตามมาจาก "การปฏิรูป" ที่ถ้าใช้ภาษาธรรมดาๆ ก็เปรียบเสมือนกับ "การขายทอดตลาด" หรือ "เซ้ง" มหาวิทยาลัยนั่นเอง และผลสุดท้ายมหาวิทยาลัยก็จะตกไปอยู่ในอุ้งมือของ "เผด็จการทางวิชาการ" หรือนักวิชาการนักบริหาร กลุ่มเล็กๆ ที่ทรงอำนาจกลุ่มนั้น
ขอเรียนว่าในการแสดงความเห็นในเรื่องนี้นั้น ขอใช้สิ่งที่ได้พบ ได้เห็น และได้ประสบมาเองเป็นที่หลัก ผู้เขียน "รับราชการ" เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ต้นปี 2516 รวมแล้ว 28 ปี เคยมีตำแหน่งบริหารตั้งแต่เป็นรองอธิการบดี ในปี 2518-2519 (สมัย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี) เคยเป็นคณบดีคณะศิลปศาสตร์ปี 2534-2537 และเคยเป็นอธิการบดีระยะสั้นๆ 9 เดือนในปี 2537-2538 ผู้เขียนภูมิใจในความเป็น "ข้าราชการ" ของตนจนวาระสุดท้าย และเกษียณอายุราชการในปี 2544

ผู้เขียนเรียนจบรัฐศาสตร์การทูต มธ. ปี 2506 แล้วทำงานเป็น "พนักงานชั้นตรี" ของ กทม. อยู่พักหนึ่ง ก่อนย้ายไปเป็น "ข้าราชการชั้นจัตวา" ที่ กต. แล้วจึงไปเรียนต่อต่างประเทศด้าน "ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์" เมื่อมีฐานะเป็น "พนักงานชั้นตรี" (กทม.สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นราชการ) ผู้เขียนขอบอกว่ามีความรู้สึก "ปมด้อย" เป็น "ชั้นสอง" หรือ second class ไม่ภูมิใจเท่าเป็น แม้ "ข้าราชการ" ชั้นจัตวา

"การออกนอกระบบ" มองต่างมุม เป็นได้ทั้งทางบวกว่า คือ "การปฏิรูป" หรือในทางลบ คือ "ขายทอดตลาดกับเซ้ง" นั้น เป็นเรื่องใหญ่มาก มีผลกระทบต่อ "ศูนย์กลางทางปัญญา" กับอนาคตของประเทศชาติ สังคมและเผ่าพันธุ์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉะนั้น การขาดความชัดเจน การขาดความร่วมมือของประชาคม และที่สำคัญคือการมีความเห็นต่าง ก็เป็นสิทธิทางธรรมชาติของผู้ "ถูกกระทำ" (คืออาจารย์ ข้าราชการ นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไป) จะตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย หรือวิพากษ์วิจารณ์ต่อ "ผู้กระทำ" (อาจเป็นเจ้ากระทรวง ทบวง หรือคณะกรรมการ หรือสภามหาวิทยาลัย หรือผู้บริหารระดับอธิการบดีและรองอธิการบดี) ได้

ในการเสนอเรื่องนี้ ผู้เขียนขอใช้ประสบการณ์ที่ได้อยู่วงวิชาการมาจนเกษียณอายุราชการ และขอเสนอแนะเป็นแนวทางเพื่ออนาคตอย่างรวบรัดและสั้นๆ
ดังนี้

(1) ควรธำรงรักษาไว้ซึ่งระบบราชการ (ที่ดี) และจงภูมิใจในความเป็น "ข้าราชการ" (ที่ดี) ซึ่งแปลตามลายลักษณ์อักษรว่า คือ "ผู้รับใช้กิจการของพระราชา" หรือของพระเจ้าแผ่นดิน การเป็น "ข้า" หรือเป็น "ทาส" หาได้มีความหมายเป็น "ลบ" อย่างที่มีการกล่าวหาผิดๆ ว่าพวกเรา "เป็นทาส ที่ปล่อยไม่ไป" ไม่ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงขนานนามพระองค์เองว่า "ปิยะทาส" และเราก็มีนาม ที่เป็นมงคล เช่น "พุทธทาส" ฯลฯ

(2) ดำเนินการปฏิรูปหรือแก้ไขระบบราชการที่เป็นอยู่ ให้คล่องตัว ให้ทันสมัย ให้มีเกียรติ ศักดิ์ศรี และสถานภาพสมกับการเป็นครูบาอาจารย์ หรือ "ข้าราชการอาจารย์" เช่นเดียวกับที่ได้มีการทำไปแล้ว เช่นในกรณีของ "ข้าราชการ" ผู้พิพากษาหรืออัยการ

(3) ดำเนินการบริหารและจัดการในระบบคู่ขนาน หรือมีบทเฉพาะกาลในระยะ 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า ให้ระบบที่ดำเนินมาทั้งในรูปแบบของราชการปกติ กับระบบที่สร้างขึ้นใหม่และซ้อนกันในบางมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ให้ดำเนินคู่ขนานกันไป และใช้เวลากับการปฏิรูปให้โน้มเป็นหนึ่งเดียวกันในรูปแบบของ "ราชการมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย" ในที่สุด

(4) ยึด "ความเป็นเลิศทางวิชาการ" หรือ academic excellence เป็นหลักการสำคัญอันดับหนึ่งในการปฏิรูป กล้าที่จะไปให้ถึงที่สูงสุด (dare to reach the highest) ในขณะเดียวกันต้องทำเรื่องของ "ธุรกิจ การศึกษา" หรือ commercialization of education ให้เป็นรอง

(5) สร้างสมดุลระหว่าง "ศาสตร์และศิลป์" หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดำเนินการใช้สมองทั้งสอง ด้าน (ทั้งซ้ายและขวา) ของเราเพื่อสังคมและประเทศชาติ ให้ความสนับสนุน ให้งบประมาณ จัดการเรียนการสอนและการวิจัย ให้ทัดเทียมกันทั้งวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์และบริสุทธิ์ (pure and applied sciences) กับวิชาการด้านสังคมและมนุษย์ (social science and arts) ไม่ใช่ 80:20 อย่างในปัจจุบัน

(6) ปฏิรูปองค์กรภายในของมหาวิทยาลัย ทำให้สภามหาวิทยาลัยเป็น "สภานโยบาย" อย่างแท้จริง มีการประชุมเพียงปีละ 2 ครั้ง แทนการทำงานบริหารประจำและประชุมกันถึงปีละ 12 ครั้ง คัดเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ที่ทรงคุณวุฒิและสนใจในเรื่องของการศึกษาอย่างแท้จริง แทนการแต่งตั้งนักการเมืองหรือนักธุรกิจการค้า หรือการเข้ามาดำรงตำแหน่งเพียงเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง และดำรงตำแหน่งมากมายหลายมหาวิทยาลัยอย่างที่เป็นกันในปัจจุบัน ปฏิรูปสภาอาจารย์ และองค์การนักศึกษา ฯลฯ ให้มีส่วนร่วม มีบทบาท และมีการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในทำนองของ check and balance

(7) ยุติการสร้าง "อาณาจักร" หรือ "อาณานิคมทางวิชาการ" (academic colonialism) หรือ การ "ขยาย" อย่างไม่มีขอบเขตตามนโยบาย "โลกาภิวัตน์สุดขั้ว" ถือนโยบาย "จิ๋วแต่แจ๋ว" (small is beautiful) เป็นหลัก ยึดหลักที่ว่ามหาวิทยาลัยที่เด่นและดัง ไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็น "comprehensive university" หรือต้องมีทุกสาขาวิชา

(8) กระจายอำนาจ หรือให้มีการปกครองตนเอง (autonomy) หรือให้อิสรภาพ (independence) ให้กับมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษา (หรือสาขา) ในส่วนภูมิภาค (ดำเนินการตามแบบอย่างที่ดีของ "วิทยาลัยการศึกษา" หรือ มศว ในอดีต ที่ให้มีการแยกตัวไปเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยบูรพา ฯลฯ) รวมทั้งจัดการให้เกิดการมีส่วนร่วมกับสถาบันในระดับเดียวกัน เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ/หรือมหาวิทยาลัยเอกชน (ในรูปแบบของ "แซนวิชด์" และ MOU)

(9) ดำเนินการจัดการการศึกษาเสริมในลักษณะที่เป็น "สวัสดิการสังคม" (social welfare) แทน "บริการราคาแพง" (costly service) ทั้งนี้ โดยจัดให้มี "ตลาดวิชา" (market of learning) ขึ้น เฉพาะด้านตามความเหมาะสมของภูมิภาคและท้องถิ่น และเพื่อประชากรในระดับรากหญ้า จัดให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งที่เป็นปริญญาและไม่เป็นปริญญา

(10) ท้ายที่สุดยึดมั่นในหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ที่แม้จะถูกรัฐประหารฉีกทิ้งทำลายไปแล้วก็ตาม) ตามมาตรา 81 ดังข้อความที่ว่า "รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความ รู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัย ในศิลปวิทยาการ ต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชา ชีพครูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ"

ผู้เขียนขอจบ "การแลไปข้างหน้า" เพื่อมหาวิทยาลัย/อุดมศึกษาไทย ด้วยคำสอนที่ได้มาจาก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ว่า "ของใหม่ เมื่อไม่แน่ใจและมีปัญหา ให้เอาของเก่าไว้ก่อน"

หมายเหตุ : ดัดแปลงมาจากข้อเสนอต่อการสัมมนา "เหลียวหลัง แลหน้า อุดมศึกษาไทย" เมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2546 ของสภาคณาจารย์ 4 ภาค ณ จังหวัดเชียงใหม่




                                                                                                                                                           ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon