'พี่ไทย'...ใครๆ ก็ไม่รัก


ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิเคราะห์ท่าทีและมุมมองของคนไทยโดยเฉพาะ'สื่อไทย' ต่อประเทศเพื่อนบ้าน ไขปริศนา
ว่าทำไมใครๆ ถึงไม่ค่อยรักประเทศไทยสักเท่าไหร่


"คนทั่วไปอาจทั้งชื่นชอบกับสินค้าไทย วิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย ในเวลาเดียวกันก็ชิงชัง
หมั่นไส้ โดยเฉพาะทัวริสต์ไทย ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ประจำกาย กรี๊ดกร๊าดส่งเสียงดัง
เจี๊ยวจ๊าว เดิน 'เว่อ' ดื่มด่ำชื่นชมหลวงพระบาง หรือนครวัดนครธม"

...........

ความพอเหมาะพอดีระหว่าง 'เสรีภาพ' กับ 'ความรับผิดชอบ' ยังเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความขัด
แย้งได้เสมอๆ โดยเฉพาะในกรณีของสื่อบันเทิง

ล่าสุด 'หมากเตะ...โลกตะลึง' เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองในปีนี้ที่ถูกทักท้วงเรื่องความเหมาะ
สมจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยก่อนหน้านี้ 'โกสต์ เกมส์' หรือ 'ล่า ท้า ผี' ถูกประท้วงจากทาง
การกัมพูชาว่า มีการพาดพิงถึงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรม ในเหตุการณ์ฆ่า
ล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาในสมัยที่เขมรแดงเรืองอำนาจ

ขณะที่หมากเตะ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GTH กับ BBTV โดยฝีมือของผู้กำกับ อดิสรณ์
ตรีสิริเกษม หนึ่งใน 6 ผู้กำกับ 'แฟนฉัน' นำเสนอความเปิ่น เฉย ไม่มีมาตรฐานของนัก
ฟุตบอลลาว ภายใต้เค้าโครงเรื่องของโค้ชชาวไทยที่นำทีมฟุตบอลของลาวไปแข่งขันใน
ฟุตบอลโลก จนเป็นเหตุให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและรัฐบาลลาว และใน
ที่สุดต้องยกเลิกการฉายภาพยนตร์ตามกำหนดเดิมที่หวังจะลงโรงรับกระแสฟุตบอลโลก

แต่ถึงแม้ 'โลก' จะไม่มีโอกาสได้ตะลึงกับภาพยนตร์ฝีมือคนไทยเรื่องนี้ แต่มีคนอีกไม่น้อย
ที่รู้สึก 'อึ้ง' กับท่าทีของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนอกจากกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของ
การเสียดสีแล้ว ยังมีนักวิชาการอีกจำนวนหนึ่งที่เห็นว่านี่เป็น 'ตลกร้าย' ที่ไม่ควรปล่อยให้
ผ่านไปเฉยๆ

อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คือหนึ่งในนั้น อาจารย์มีผลงานศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมือง
ไทยและประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก และในฐานะนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับความ
รู้เกี่ยวกับอุษาคเนย์ ท่านได้สรุปถึงกรณีที่เกิดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

"ไม่เหมาะสมและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัญหาที่จะบานปลายไปเป็น 'ปัญหาระหว่าง
ประเทศ' อย่างเช่น กรณีเผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญได้"

-บางคนบอกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ดูถูกคนลาว แต่เป็นความพยายามทำให้เรื่องราวสนุก
สนาน ซึ่งในตอนท้ายทีมฟุตบอลลาวก็ชนะ ...คนลาวน่าจะภูมิใจ ?

คงเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองแต่ฝ่ายเดียว หรือไม่ก็เป็น 'ความเขลาโดยสุจริต' มีใครที่ไหน
รวมทั้งคนไทยเอง ที่จะสนุกสนานกับการที่ตนถูกดูถูก

ทำให้ต่ำต้อย ทำให้ดูโง่เขลาเบาปัญญา ทำให้กลายเป็นเครื่องบันเทิง

คนไทยชั้นกลางในกรุงเทพฯ คุ้นเคยกับการทำให้คนอีสาน คนกลุ่มน้อย ชาวเขา เป็นตัว
ตลก เป็นคนต่ำต้อยมานานแสนนานแล้ว (อย่างรูปแบบของตลกคาเฟ่ หรือ 'ชู้รักเรือล่ม' ทั้ง
หลาย รวมทั้งรายการทีวีที่ไม่ประเทืองปัญญาทุกค่ำคืน)

-ตั้งแต่อดีตความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนลาวมีลักษณะเป็นอย่างไรคะ

เป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะทั้งรักทั้งชัง ละเอียดอ่อน เปราะบาง ไม่เท่าเทียมกัน มีบาด
แผลทางประวัติศาสตร์มากมาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่ระมัดระวัง จะเกิดปัญหาระหว่างประเทศ
ได้ง่ายๆ

-อ.คิดอย่างไรต่อคำพูดที่ว่าไทย-ลาวเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ซึ่งคนไทยมักเปรียบตัวเองเป็นพี่
ส่วนคนลาวเป็นน้อง

ผมคิดว่าเราควรจะเลิกใช้คำว่า "บ้านพี่เมืองน้อง" ได้แล้ว เพราะยากที่จะตัดสินว่าใครเป็นพี่
ใครเป็นน้อง คงไม่มีใครอยากเป็น "รอง" ให้เขกกบาลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่ไม่
ใช่เรื่องในครอบครัว หรือสังคมแคบๆ ควรใช้คำว่าประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศข้างเคียงดี
กว่า

-สื่อมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการสร้างภาพลักษณ์ของคนลาวในสายตาของคนไทย

สื่อมีบทบาทอย่างมากในสังคมปัจจุบัน เพราะทำให้รับรู้ในวงกว้าง ในเวลาอันรวดเร็ว โดย
เฉพาะวิทยุและทีวี บุกเข้าถึงบ้าน ถึงห้องนอน ทำให้เผาสถานทูตก็ยังได้ อย่างในกรณีสถาน
ทูตไทยในกรุงพนมเปญ หรือจะทำให้รักและเข้าใจกันก็ยังได้ ถ้าหากจะทำ ดังนั้นสื่อมวล
ชน อาจเป็นมากกว่า 'นักการทูต' ด้วยซ้ำไป

-จากประสบการณ์ของอาจารย์ โดยทั่วไปคนลาวคิดอย่างไรกับคนไทยคะ

ก็แล้วแต่ว่าเราจะหมายถึงคนลาวระดับไหน ระดับสูง ผู้ปกครอง ผู้มีการศึกษา จะหวาด
ระแวงและไม่ค่อยไว้วางใจ 'ไทย' นัก ในแง่นักชาตินิยมลาว มองไทยไม่ดี โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งไทยในอดีต เพราะมีประวัติศาสตร์บาดแผล บางแผลพอสะกิดนิดเดียว ก็พุพองทันที แต่
ในแง่ของผู้คนทั่วไป อาจไม่คิดมาก อาจทั้งชื่นชอบ กับสินค้าไทย วิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย
หรือเงินค่าจ้างที่จะได้จากเมืองไทย ในเวลาเดียวกันก็อาจทั้งชิงชัง หมั่นไส้ โดยเฉพาะทัว
ริสต์ไทย ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ประจำกาย กรี๊ดกร๊าดส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว เดิน 'เว่อ' ดื่ม
ด่ำชื่นชมหลวงพระบาง หรือนครวัดนครธม เป็นเรื่องของ love and hate relationship
มากๆ เลย

-อันที่จริงก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดกรณีความไม่พอใจสื่อไทยที่นำเสนอเรื่องราวของประเทศ
เพื่อนบ้านในลักษณะดูถูกดูแคลนหลายครั้งซึ่งมีทั้งข่าวลือ และข่าวจริง อาจารย์คิดว่าสาเหตุ
สำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร

ปัญหาเกิดจากทัศนคติของชนชั้นกลางไทย คนเหล่านี้ภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนและ
ของชาติไทยมากเกินพอ และโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เกิด 'ปมเขื่อง' กลายเป็นสร้างสมและ
พัฒนาอคติของตน โดยเฉพาะกับลาวและเขมร สร้างความรู้สึกว่าสองชนชาตินั้นเป็น 'ลูก
ไล่' (ในประวัติศาสตร์) แต่จะไม่มี ไม่เหมือน และไม่กล้าทำกับพม่า หรือมาเลเซีย หรือ
สิงคโปร์

-อยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของเพื่อนบ้านอุษาคเนย์ในสายตาของสื่อไทย

สื่อไทย ก็คงเหมือนกับชนชั้นกลางไทยทั่วๆ ไป คือ มีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับอุษาคเนย์ ทั้ง
นี้ระบบของการศึกษาไทยทั้งในและนอกห้องเรียน ไม่ส่งเสริมให้คนไทยรู้จักเพื่อนบ้าน
เท่าไรนัก แถมในวัฒนธรรมของชนชั้นกลางไทย ไม่นิยมอ่านหนังสืออยู่แล้ว ก็ยิ่งมีความไม่
รู้เขา ไม่รู้เรา เป็นทวีคูณ

-ระยะหลังมีการกระทบกระทั่งกันในระดับประเทศบ่อยครั้ง อันเนื่องมาจากการนำเสนอ
เนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี ลาวกับไทย เขมรกับไทย
หรือแม้กระทั่งกรณี ภาพยนตร์ ดาวินชี โค้ด ที่ถูกประท้วงจากชาวคริสต์ อาจารย์มอง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปัญหาระหว่างชาติแบบนี้ เป็นปัญหาใหญ่มากๆ ละเอียดอ่อนมาก ว่าไปแล้วน่าจะต้อง
เป็น 'วาระแห่งชาติ' (หรือขององค์การอาเซียนด้วยซ้ำไป) ต้องมีมาตรการในการแก้ไขทั้ง
ระยะสั้นและระยะยาว

ในระยะสั้น อาจต้องมีคู่มือประเภท "ควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ต่อลาวและเขมร" คล้ายๆ
เป็น "Do and Dont for Thai vis-a-vis Laos and Cambodia" แบบเดียวกับที่ ททท. ทำให้
ฝรั่งหรือญี่ปุ่น อย่างไงอย่างงั้นเลย อาจจะต้องจัดสัมมนา อบรม หรือ workshop หรือการให้
ความรู้แบบสั้นๆ และเร่งด่วนสำหรับสื่อ และผู้ประกอบการด้านสื่อทั้งหลาย

ในระยะยาว เป็นหน้าที่ของภาครัฐ อย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวง
การท่องเที่ยว รวมทั้งสภาวิจัย สกว. สื่อของรัฐ รวมทั้งของภาคเอกชน (นสพ. วิทยุ
โทรทัศน์) บริษัทผลิตสื่อ สมาคมมิตรภาพ ฯลฯ สถาบันการศึกษาทุกระดับ (โรงเรียน
มหาวิทยาลัย ครูอาจารย์) ตลอดไปจนถึงแบบเรียน ตำราเรียน การเรียนการสอน ที่จะต้อง
ทำให้คนไทยทั่วไปทั้งในและนอกห้องเรียน เข้าใจถึงปัญหานี้ว่าละเอียดอ่อนแค่ไหน อย่าง
ไร เปราะบางอย่างยิ่ง ต้อง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" เพียงใด

รวมความแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และยากเย็นยิ่ง เผลอๆ ต้องลุกขึ้นมาเขียนประวัติ
ศาสตร์กันใหม่ ในทำนองเป็น 'ประวัติศาสตร์ร่วม' หรือ shared history ซึ่งทั้งจีน ญี่ปุ่น
เกาหลี กำลังพยายามร่วมกันทำ หรืออย่างทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งก็ยังไม่ประสบความ
สำเร็จนัก ต่างคนต่างก็เขียนว่า 'รัฐชาติ' ของตนดี เลิศ ประเสริฐจนเกินเลย มีแต่ชาติอื่นที่
เลว และรุกรานเราอยู่ร่ำไป

-สุดท้ายอาจารย์มีข้อเสนอแนะอย่างไรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านใน
อุษาคเนย์นี้คะ

มีเรื่องที่น่าจะขำขันแต่เจ็บปวดและหัวเราะไม่ออก เล่าให้ฟังคือ ในการจัดสอบตรงเข้าโครง
การอุษาคเนย์ Seas ของศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงตรงกับ
การเมืองไทยอันร้อนแรงเกี่ยวกับ 'คนหน้าเหลี่ยม' ช่วงของการขายหุ้นของชินคอร์ปให้กับ
เทมาเส็กนั้น มีข้อสอบอยู่ข้อหนึ่งให้เติมคำในช่องว่างว่า "สิงคโปร์ นั้นเป็นชื่อของประเทศที่
แผลงมาจากคำว่า 'สิงหะปุระ' และก็ยังมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า อะไร ? ขอให้เติมคำในช่อง
ว่าง .......?"

อีกข้อหนึ่งว่า "เพลงดวงจำปา" นั้น หมายถึงดอกไม้อะไร ......? "เป็นดอกไม้ประจำชาติ
ใด ......?"

ขอให้ทายว่า ในจำนวนนักเรียนที่มาสอบเข้า 1,400 คน รับเข้า 90 คนนั้น มีคนตอบถูกกี่คน
คำตอบที่ไม่น่าเชื่อ คือ 'ศูนย์คน' ครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "เราคนไทยต้องเรียนรู้เรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน ต้องทำความเข้า
ใจเพื่อนบ้านให้มากกว่านี้" นี่เป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขา ครับ

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


นักวิชาการอีกท่านหนึ่ง อดิศร เสนแย้ม จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ซึ่งทำวิจัย
เรื่อง 'ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว' โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุน
สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก็เกาะติดประเด็นนี้เช่นกัน

"ในงานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่เรามักดูในด้านของเราเอง แต่ที่ผม
ทำเราดูในด้านของเพอร์สเปคทีฟ ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะจากการศึกษา เราพบว่า คนลาว
คิดว่าคนไทยดูถูกเขามากที่สุด โดยเปรียบเทียบกับหลายชาติที่เรายกมาเป็นตัวอย่างให้เขา
พิจารณา ได้แก่ อเมริกา จีน เวียดนาม ญี่ปุ่ม กัมพูชา และไทย คิดเป็นร้อยละ 56 ส่วน
อันดับสองคือ อเมริกา ร้อยละ 31 นอกนั้นจะไม่มากเท่าไหร่

เมื่อถามว่าคนไทยกลุ่มไหนที่เขารู้สึกว่าชอบดูถูกคนลาวมากที่สุด ร้อยละ 40 ตอบว่า
ศิลปิน นักร้อง ดาราโทรทัศน์ รองลงมาคือ สื่อมวลชนไทย ร้อยละ 27 ซึ่งผมเคยตั้งคำถาม
ว่าทำไมคนลาวถึงคิดว่าคนไทยดูถูกมากที่สุด เพราะเรามีความคล้ายคลึงกันด้านวัฒนธรรม
ภาษาหรือเปล่า มีคนให้คำตอบผมได้น่าสนใจ เป็นผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่ง บอกว่า เป็นเพราะคน
ลาวเข้าใจภาษาไทยมากที่สุด ถ้าคนเวียดนามด่า ก็อาจไม่เข้าใจ คือมันมีความเข้าใจในเรื่อง
ภาษามากที่สุด แล้วเรื่องของสื่อก็มีส่วน สื่อในบ้านเรามีลักษณะที่เรียกว่า Ethnic Slur ไม่
เฉพาะแต่เรื่องของคนลาว สื่อบ้านเราชอบเอาเรื่องบางอย่าง เช่น ชาติพันธุ์ อาจทำโดยความ
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น โฆษณาที่ให้ชาวเขาร้องเพลงชาติ แต่ร้องเพลงลอยกระทง การพูดไม่
ชัด หรือคนใช้เป็นคนลาว พูดภาษาอีสาน เป็นการนำเอาเรื่องราวตรงนี้มาใช้เพื่อความขบขัน
บางทีก็ปรากฏในสื่อ ภาพยนตร์ต่างๆ คือการเอาเรื่องที่เป็นปมของคนอื่นมาสื่อเป็นเรื่องขบ
ขัน และทำกันจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

อีกอย่างคนผลิตสื่อของบ้านเราอาจจะไม่ได้มองว่า สื่อมันสามารถข้ามเขตข้ามพรมแดนได้
โดยเฉพาะกับประเทศที่มีชายแดนติดกันเขาก็ได้ดูได้บริโภคด้วย ซึ่งวัตถุประสงค์ของผู้ผลิต
อาจตั้งใจไว้ชมกันในประเทศ แต่พอมันข้ามไปมันกระทบความรู้สึกกับคนที่เขาถูกเสียดสี
ถากถาง

อย่างในกรณีของประเทศลาว ซึ่งมีการกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง GMM มีปัญหาตั้งแต่ตอน
ทำหนังเรื่อง 15 ค่ำเดือน 11 มีคำถามจากทางลาวว่าทำไม พระลาวต้องเป็นคนจุดบั้งไฟ
กรณีไอทีวีก็เหมือนกัน บั้งไฟพญานาค ทำไมตัวร้ายจะต้องเป็นคนลาว หรือก่อนหน้านี้ก็มี
ปัญหา เช่น กรณีหนังสือ SPICY ที่บอกว่า ผู้หญิงสวย ภาษาลาวบอกว่า 'สวยตายห่า' ถ่าย
รูป บอกว่า 'แหกตาสามัคคี' ซูเปอร์แมน เป็น 'บักอึดถลาลม' หรือไททานิก เรียกว่า 'ชู้รัก
เรือล่ม' ซึ่งไม่เป็นความจริง ไม่เคยมีคำแบบนี้ในลาว ตรงนี้เป็นกรณีต่างๆ ที่ทำให้คนลาวรู้สึก
ไม่พอใจ

ล่าสุดคือภาพยนตร์เรื่องหมากเตะ ซึ่งเริ่มมีการตัดเป็นโฆษณามาฉายในโรงภาพยนตร์ คนก็
รู้สึกไม่พอใจ เรียกร้องไปยังสื่อมวลชน ไปยังหน่วยราชการ ให้ถอดหนังโฆษณา มีปฏิกิริยา
ค่อนข้างมากในเวียงจันทน์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการแสดงออกทางเวบไซต์อะไร
ต่างๆ ซึ่งผมสังเกตว่าระยะหลัง มีกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือ กลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งเขา
บริโภคสื่อไทย และใช้อินเทอร์เนตค่อนข้างเยอะ ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้มาก ปรากฏว่า
ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็น กรณี แซม เท่ห์ นิโคล คนเชื่อเกิน
ร้อยละ 51 ว่า นิโคลพูดจาดูถูกผู้หญิงลาว แต่ถ้าถามว่าเคยเห็นหรือได้ยินหรือไม่ อาจจะไม่
เคยเห็น แต่ก็มีปฏิกิริยาถึงขั้นเอาโปสเตอร์ เอาเทปมาทำลาย

ผมเคยมองว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเบาบางลง แต่พอเกิดกรณีของหมากเตะ เป็นเรื่องที่ไม่
ใช่แบบนั้น เป็นอะไรบางอย่างที่เขารู้สึกว่าเขาถูกดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งผมคิดว่ามันมีปมอยู่
ส่วนหนึ่งในเรื่องของประวัติศาสตร์ มองในเรื่องของประวัติศาสตร์ได้ แล้วก็เรื่องความแตก
ต่างของขนาดทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับลาว เช่น ตัวเลขจีดีพี เราสูงกว่าลาว 80 กว่าเท่า
รายได้ต่อหัวต่อคน เรามากกว่าลาว 8 เท่า ถ้าดูตรงนี้ความแตกต่างตรงนี้ทำให้เกิดความไม่
ไว้วางใจ ความหวาดระแวงว่าจะถูกดูถูก ถูกเอาเปรียบ ซึ่งโดยเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่
รอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว เขมร ยกเว้นมาเลเซีย ก็จะมีลักษณะอย่างนี้

แล้วในส่วนของไทยเราเอง ก็จะมีลักษณะอยู่สองประการ คือ หนึ่ง จิตใต้สำนึก เรามีความ
รู้สึกค่อนข้างที่จะดูหมิ่นดูแคลนเพื่อนบ้าน อันนี้ต้องยอมรับ สอง มีลักษณะที่เรียกว่า ลัทธิ
ไทยเป็นใหญ่ Thai hegemonism ปรากฏการณ์ตรงนี้มันมีลักษณะที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรา
เหนือกว่าเพื่อนบ้าน มีเรื่องของการเสียดสี ถากถางคนชาติอื่น เห็นเป็นเรื่องขบขัน เรียกว่า
Ethnic Slur อย่างเรียกคนที่ดูไม่ทันสมัยว่า ลาว เรียกคนขี้เหนียวว่า ยิว หรืออย่างที่คน
อเมริกันเรียกคนผิวดำว่า นิโกร ไทยเราก็มีลักษณะนี้อยู่ในจิตสำนึก ยกเว้นกับมาเลเซีย อาจ
เป็นเพราะในเรื่องเศรษฐกิจเขาดูดีกว่าไทย เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาตรงนี้อยู่

กรณีเรื่องหมากเตะ ผมคิดว่าโชคดีที่มันยุติได้ เป็นโอกาสที่ทำให้สื่อมวลชนได้ตระหนักว่า
ตรงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ถ้าไม่มีเคส ไม่มีตัวอย่างให้ต้องตระหนักก็อาจจะไม่รอบคอบ
เท่าที่ดูจากภาพยนตร์ มีหลายเรื่องที่ไม่ได้มีการศึกษา เก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง เช่น ลาวไม่
ได้เรียก 'หมากเตะ' เขาเรียก 'หมากบาน' บานมาจากภาษาฝรั่งเศส แล้วเรื่องฝึกนักฟุตบอล
ให้เคยชินกับอุณหภูมิหนาวเย็นโดยการไปแช่ในห้องเย็น ที่จริงลาวอากาศเย็นกว่าบ้านเรา
บางพื้นที่อุณหภูมิติดลบด้วยซ้ำ บางเรื่องผมคิดว่าเป็น 'ตลกร้าย' เพื่อนบ้านก็คงไม่แฮปปี้
เอาเพื่อนบ้านมาเป็นอะไรที่ตลก ซึ่งเราไม่ได้ทำกับลาวอย่างเดียว กับกลุ่มชาติพันธุ์ก็เหมือน
กัน เพียงแต่ไม่มีใครทักท้วง แต่นี่เป็นเรื่องของชาติ มีการเอาธงชาติ เพลงชาติมาอยู่ใน
เรื่อง ถ้าท่านทูตเขาปล่อยให้มันผ่านไปได้ เขาก็ไม่รู้จะอยู่ได้อย่างไร

ผมว่าเราต้องให้การเรียนรู้คนในสังคม คำพูดบางคำพูด ซึ่งเคยเป็นประเด็นอย่างบ้านพี่เมือง
น้อง ไม่ได้หมายความว่า ใครใหญ่กว่า เล็กกว่า แต่แปลว่าเป็นเครือญาติกัน เพราะฉะนั้นเรา
ควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ภายใต้สถานะที่เท่าเทียมกัน

--------------
Subhatra Bhumiprabhas
สุภัตรา ภูมิประภาส
The Nation

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                                                    

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : ‘ล่า ท้า ผี – หมากเตะ’ กับคำถาม หนังไทย ‘ไม่สมานฉันท์’ 

 

 

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘ล่า ท้า ผี’ และ ‘หมากเตะ โลกตะลึง’ เปิดตัว ก็สร้างความไม่พึงพอใจในเนื้อหาจากประเทศเพื่อนบ้านทันที

 ‘ล่า ท้า ผี’ นั้นเป็นเรื่องราวที่ต้องใช้คำว่า ‘เล่นกับผี’ ของชาวกัมพูชาเลยทีเดียว ซึ่งเป็นคำที่แรงเนื่องจากเป็นการทำให้คนกัมพูชาต้องหวนกลับไปนึกถึงโศกนากกรรมใน ‘โตนสะเลง’ สถานที่ทรมานนักโทษของเขมรแดงยุคเรืองอำนาจ ทำให้ชาวกัมพูชานับหมื่นแสนจบชีวิตไปกับการทารุณที่นั่น

 

ส่วน ’หมากเตะ โลกตะลึง’ ก็โดนการประท้วงจากประเทศลาวด้วยข้อหาว่า ‘ดูหมิ่นคนลาว’ จนทำให้หนังต้องเลื่อนวันฉายไปในที่สุด

 

ทำไมจึงมีปรากฏการณ์แบบนี้และปรากฏการณ์แบบนี้จะนำไปสู่อะไร ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกศึกษา บอกเล่าผ่านรายการเช้าทันโลก  คลื่น เอฟเอ็ม 96.5 วันที่ 15 พฤษภาคม โดยมี กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ดำเนินรายการ

 

O O O

 

มีความเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มแสดงความไม่พอใจภาพยนตร์ไทยในช่วง 2-3 วันนี้

เกี่ยวกับหนังทั้งล่าท้าผี และหมากเตะฯ ก็คงบอกว่ายังไม่ได้ดูหนังจริงๆ ดูแต่ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้  เรื่องหมากเตะ ดูน่าเป็นห่วงมากๆ ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือไทยกับลาว

 

เหตุการณ์อย่างนี้มีขึ้นมาตลอด เรามีความอ่อนไหวน้อยเกินไปกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่

ใช้คำนั้นก็ถูก ที่บอกว่าคนไทยโดยเฉพาะคนในกรุงเทพและที่มีการศึกษา มีความอ่อนไหวน้อย คือเซนสิทีฟไม่พอในการเข้าไปเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีความละเอียดอ่อน เรามองแบบคนที่ประสบความสำเร็จ มองแบบคนที่มีฐานะดี แล้วไปมองคนที่เรารู้สึกว่าต่ำกว่า พัฒนาไม่เท่าเรา เจริญไม่เท่าเรา อันนี้เป็นเรื่องที่ฝังลึกมากเลยในคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในกรุงเทพฯ คนไทยที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป หรือบางทีคือคนไทยที่มีการศึกษาค่อนข้างสูงด้วยซ้ำ

 

เหตุการณ์เผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญ ไม่คิดว่าทำให้เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น เข้าใจว่าส่วนใหญ่คงลืมไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา ก็คิดว่ายังไม่เห็นผลอะไรทั้งสิ้น

 

ที่บอกว่าคนชั้นกลางโดยเฉพาะคนมีการศึกษาจะมีความรู้สึกแบบนี้ฝังลึก ทั้งๆ ที่ความจริงมันน่าจะตรงกันข้าม

อันนั้นเป็นความเข้าใจผิดๆ ของเราอีก ว่าการศึกษาน่าจะทำให้คนรู้มากขึ้น ฉลาดมากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ก็ไม่เสมอไป

 

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ส.ส.หรือผู้แทนราษฎรที่จบปริญญาตรีมันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่ามันประกันอะไรไม่ได้ มันต้องมีอย่างอื่นมาประกันต่อ เผลอๆ อาจจะฉลาดมากขึ้นในแง่ของการที่จะโกงกินบ้านเมืองอะไรทำนองนี้

 

ผมมีตัวอย่างซึ่งน่าตกใจมากเลยนะ คือเมื่อไม่นานนี้ที่ธรรมศาสตร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของคณะศิลปศาสตร์ ออกข้อสอบในการรับตรงนักศึกษาในรุ่นนี้ มีคำถามหนึ่งถามว่า เพลงที่ขึ้นต้นด้วยโอ้ดวงจำปาซึ่งเป็นเพลงที่ค่อนข้างแพร่หลาย ดวงจำปาคือดอกอะไร แล้วเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาติไหน

 

มีคนมาสมัครเข้าสอบพันกว่าคน เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีนักเรียนคนใดตอบถูกเลยแม้แต่คนเดียว มันแปลว่านักเรียนของเราไม่มีความรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ไม่รู้ว่าดอกจำปานี้คือดอกลั่นทม ไม่รู้ว่าดอกลั่นทมคือสัญลักษณ์ดอกไม้ประจำชาติของชาติลาว ก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง อันนี้คือสิ่งที่คิดว่ามันน่าห่วงมาก ความไม่รู้ไม่เข้าใจเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนมีสูงมาก มันน่าห่วงในแง่การศึกษาของเรา

 

เป็นเพราะสาเหตุอะไร ในขณะที่บางคนรู้เกี่ยวกับยุโรป อเมริกาทุกเรื่อง แต่กับเพื่อนบ้านคือดูถูกด้วยซ้ำไป

ส่วนหนึ่งต้องโทษการศึกษา เพราะการศึกษาในระบบก็คือในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือโทษพวกเรากันเอง อย่างตัวผมเองก็มีความรู้สึกว่า เมื่อมองกลับไปในแง่การเรียนการสอนอะไรก็ตาม เรื่องที่เกี่ยวกับเพื่อนบ้านหรืออาเซียนมันมีน้อยมาก ผมเข้าใจว่านักศึกษาจะตอบได้ว่า น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาคืออะไร คือไนแองการ่า แต่ไม่สามารถที่จะตอบได้ว่า น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียของเราคือน้ำตกอะไร ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

 

เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาเรื่องระบบการเรียนการสอนของเราอ่อนในแง่ของประเทศเพื่อนบ้าน อีกด้านมันขึ้นกับวัฒนธรรมชนชั้นกลางไทยที่พึงพอใจกับตลกคาเฟ่ จะเห็นว่าตลกคาเฟ่ใช้ความเป็นอีสานมาเป็นประเด็นนำในการตลก มีความสนุกแล้วก็บันเทิงกับความไม่เข้าใจของคนอีสาน ความเชย ความเด๋อด๋า อะไรแบบนี้

 

แล้วอันนี้มันโยงไปถึงเรื่องเพื่อนบ้านในลาวด้วย แล้วมันเกี่ยวพันกับความรู้สึกในแง่ของปมเขื่อง เราภูมิใจในความสำเร็จระดับหนึ่งของบ้านเมืองของเราในแง่ของความเจริญทางวัตถุ ถนนหนทาง รถยนต์ หรือเรื่องของเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าไปกว่าลาว เขมร พม่า กลายไปเป็นปมเขื่อง แม้มีคนจำนวนหนึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าใจเพื่อนบ้าน แต่ว่าอีกจำนวนหนึ่งอาจจะไม่คิดอะไร มันก็กลายเป็นข่าวที่เราได้ยินกันเช่น นักท่องเที่ยวไทยไปนครวัด ไปโปรยทานด้วยทอฟฟี่ อีกฝ่ายหนึ่งเขาตีความว่าเป็นการดูถูก มันเป็นเรื่องของชาตินิยม  เขาไม่ได้มองว่าเป็นการทำบุญทำทาน ปัญหานี้ต้องใช้คำว่าละเอียดอ่อนซับซ้อน ถ้าไม่คิดอาจจะมองไม่เห็น

 

จากการเดินทางไปหลายประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงได้รับความรู้สึกที่เพื่อนบ้านมองเราหรือไม่

มันแล้วแต่ กรณีลาวและกัมพูชาเป็นกรณีพิเศษและเฉพาะเลย เพราะในแง่ของวัฒนธรรมไทย เรามองลาวกับเขมรเป็นลูกไล่ คือคนที่ต่ำว่า แต่เราจะไม่ค่อยกล้าทำอย่างนี้กับพม่า มาเลเซีย เพราะมาเลเซียเขาประสบความสำเร็จมากกว่าในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ของเขาสูงกว่าของเรา

 

แต่กรณีที่น่าเป็นห่วงก็คือกรณีลาวกับกัมพูชา สิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายในเวลาเดียวกันคือคนลาวกับคนไทยเข้าใจภาษากันและกันได้ง่าย ไม่ต้องมีล่าม เพราะฉะนั้นก็เข้าใจได้ง่ายถ้าเข้าใจผิดเพราะฟังรู้เรื่อง เข้าใจถูกก็เข้าใจได้ง่าย อันนี้คือสิ่งที่ซับซ้อน เปราะบาง ละเอียดอ่อน ทะเลาะกันได้ง่ายเพราะรู้ว่าใครพูดเรื่องอะไร

 

คำถามที่ว่าเดินทางบ่อยก็เดินทางบ่อยในแถบนี้หรือในกลุ่มอาเซียน เพราะหนึ่งสอนหนังสือในวิชานี้โดยตรง สองติดต่อสัมพันธ์กับครูบาอาจารย์ แลกเปลี่ยนนักศึกษากับหลายๆ ประเทศในดินแดนแถบนี้ ต้องบอกว่าเวลาไปหลวงพระบาง ไปเวียงจันทร์ ค่อนข้างอึดอัดในบางขณะ ไปเสียมเรียบ ไปนครวัด นครธมก็อึดอัดเพราะเรารู้ดีว่าคนไทยถูกมองคล้ายๆ เป็นญี่ปุ่นน้อย คือประสบความสำเร็จ มีเฟอร์นิเจอร์เต็มตัว มีทั้งกล้อง ทั้งแว่น มือถือ คือมันดูเป็นคนที่มีฐานะและทำตัวค่อนข้างจะกร่าง เพราะฉะนั้นความหมั่นไส้จะมีได้ง่าย

 

แต่เวลาผมไปเวียดนามไม่รู้สึก เพราะความสัมพันธ์ของไทยกับเวียดนามมันห่างกัน ความสัมพันธ์กับลาวหรือกัมพูชามันคล้ายๆ กับคนที่มีฐานะไม่เท่าเทียมกัน

 

การที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมไม่เท่าเทียมกัน มันสร้างความเข้าใจผิดง่ายมากๆ แต่ถ้าไปพม่าก็จะเป็นอีกแบบ เพราะว่าในแง่ประวัติศาสตร์ เราถูกสอนมาว่า พม่าไม่ใช่ลูกไล่ของเรา พม่าเป็นคนมาไล่เราด้วยซ้ำ เวลารบกันเป็นคนที่ชนะตลอดเวลา แม้ขณะนี้เวลาปะทะกันมันก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนพม่ากับไทยจะไม่ค่อยมีปัญหาอันนั้นเท่าไร ยกเว้นปัญหาการเมืองที่ถูกนักการเมืองชูขึ้นมา

 

แต่กรณีของลาวกับกัมพูชาเป็นปัญหาลงไปลึกมากในแง่ของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นถ้าถูกการเมืองกระพืออย่างกรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา ก็เป็นเพราะการเมืองกัมพูชามีหลายพรรค เวลาสู้กันเขาจะเอาจุดอ่อนของอีกพรรคมา พรรคไหนดูเหมือนโปรไทยมากก็ตีมัน ปัญหาการเมืองภายในกัมพูชาก็ทำให้ส่งผลมาสู่การเผาสถานทูตและการเมืองระหว่างประเทศด้วย

 

กรณีลาวยังไม่มีพรรคหลายพรรค เรื่องอาจจะไม่ซับซ้อนเท่ากับกัมพูชา อาจจะแก้ไม่ยากเท่ากับกัมพูชาแต่ผมคิดว่าในอนาคตลาวก็ต้องมีพรรคการเมืองหลายพรรค และตอนนั้นถ้าเราไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจกันได้จะเป็นปัญหาที่อาจจะใหญ่กว่ากรณีที่เผาสถานทูตที่กัมพูชาด้วย

 

แล้วคนไทยควรได้เรียนรู้อะไรกับกรณีเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา หรือกรณีที่เพื่อนบ้านเริ่มแสดงความไม่พอใจมากๆ

ถ้ามองโดยรวมมาถึง ณ จุดนี้ ผมรู้สึกว่าเรายังไม่ได้เรียนอะไร เพราะมันออกมาให้เห็นว่าไม่ได้คิด ก็มีหนังแบบนี้ ตลกแบบนี้ หรือความบันเทิงแบบนี้ออกมา แล้วคณะกรรมการสมานฉันท์หรือปรองดองอะไรที่ตั้งขึ้นมาระหว่างกัมพูชากับไทยก็ไม่ค่อยเห็นบทบาทเท่าไร แล้วก็ไปเล่นเรื่องเก่าๆ อย่างเช่นเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม นาฏศิลป์ บันเทิง

 

แต่คิดว่าถ้ามองการแก้ไขปัญหาระยะสั้น คนไทยที่ไปติดต่อสัมพันธ์ลาวกับกัมพูชา หรือไปเที่ยวหลวงพระบาง นครวัด อาจจะต้องมีคู่มือประเภท Do and Don’t ถือไป คิดว่าต้องมีอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด

 

ผมว่ามันง่ายๆ อย่างเช่นการเล่าติดตลกว่า หนังเรื่องไททานิก เมื่อไปฉายเมืองลาวแล้วตั้งชื่อว่า ‘ชู้รักเรือล่ม’ ก็ตลกหัวเราะกันเพราะคิดว่ามันเชยดี ในขณะที่เราใช้คำว่าไททานิกเฉยๆ อันนี้ต้องไม่ทำ

 

บางคนก็บอกว่า เวลาไปถึงลาวเป็นอย่างนั้นจริง แต่บางอย่างก็พูดไม่ได้ ถ้าอยากรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ความละเอียดอ่อน ความเปราะบางมันสูงมากๆ ต้องมีมาตรการทั้งระยะสั้นและยาว

 

ในระยะสั้นก็อาจระดมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาทำความเข้าใจว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ เราคิดว่าฝรั่งงี่เง่าไม่รู้เรื่องอะไร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เลยทำ Do and Don’t  ขึ้น เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรซึ่งเป็นกึ่งภาครัฐภาคเอกชนต้องทำ ระยะยาวก็ต้องทำเป็นเรื่องของการศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและในระดับมหาวิทยาลัย

 

ขณะที่ในเชิงวัฒนธรรมก็มีการดูถูกแบบนี้ แต่ในเชิงเศรษฐกิจ เชิงของการใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อนบ้านก็เห็นว่ามันรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ปัญหานี้จะเติมเชื้อไฟด้วยหรือไม่

ก็มีส่วนในแง่ของฐานะทางเศรษฐกิจของเราซึ่งพัฒนากว่า มีความได้เปรียบกว่า มีความรู้กว่า เพราะฉะนั้นคนไทยจำนวนหนึ่งก็มีชื่อเสียงเสียในแง่ของการทำธุรกิจแบบตีหัวแล้ววิ่งกลับเข้าบ้าน เข้าไปเอารัดเอาเปรียบเขาในเรื่องของทรัพยากร อย่างในลาวในกัมพูชาก็ไปสร้างความบาดหมางแบบนี้เอาไว้ลึกๆ

 

เพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อยอาจจะมองไทยว่ามีสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้า อะไรที่ไปจากเมืองไทยด้านหนึ่งประสบความสำเร็จ ด้านหนึ่งก็สร้างความบาดหมางได้เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งมามีอำนาจมากกว่าเรา เราก็เคยต่อต้านญี่ปุ่น เราก็เคยต่อต้านฝรั่ง ก็เป็นทำนองเดียวกันแต่อาจจะรุนแรงกว่า เพราะมันอยู่ใกล้กันมาก

 

รวมทั้งความช่วยเหลือที่เรามีในแง่ของสังคมสงเคราะห์ ไปช่วยโน่นนี่ก็เป็นดาบสองคมเหมือนกันต้องระวังมากๆ เลย