ขอขอบคุณ http://www.prachatouch.com/content.php?id=19524

 

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย  อึ๊งภากรณ์  ครั้งที่ ๑๑

เรื่อง “ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา: ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)”

Siamese-Thai Nationalism and Cambodia: The Preah Vihear Dispute Revisited

 โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

วันจันทร์ที่   มีนาคม  ๒๕๕๒ ณ คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

.......................

๐๙.๑๕ – ๑๐.๐๐                   พิธีสงฆ์

๐๙.๓๐ – ๑๐.๐๐                   ลงทะเบียน

๑๐.๐๐ – ๑๐.๑๐                    วีดิทัศน์แนวคิดคุณภาพแห่งชีวิตของ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

๑๐.๑๐ – ๑๐.๒๕                  ประกาศเกียรติคุณองค์ปาฐกโดยดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดี

ชมวีดิทัศน์ชีวิตและงานองค์ปาฐก

๑๐.๒๕ – ๑๑.๔๕                การแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา: ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)”

๑๑.๔๕ – ๑๒.๓๐                ประกาศเกียรติคุณและมอบ “รางวัลป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น”

โดย  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  เทวกุล ประธานสถาบันป๋วย  อึ๊งภากรณ์ 

การแสดงปาฐกถาพิเศษผู้ได้รับรางวัลนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น “เรื่องปัญหาการออมและการพัฒนาประเทศไทย”

โดย ดร.กอบศักดิ์   ภูตระกูล ธนาคารแห่งประเทศไทย

ชาญวิทย์ ‘ปาฐก ป๋วย’ ปี 52 ชาตินิยมกับพระวิหาร “ไทยเผาบ้าน ขะแมร์อังกุ้ง” พิมพ์บทความนี้

 

 

 

9 มีนาคม 2552 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการปาฐกถาพิเศษ ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ครั้งที่ 11 หัวข้อ “ลัทธิชาตินิยมไทย-สยาม กับกัมพูชา : ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร (กลับมาเยือน)” โดย นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตข้าราชการชั้นจัตวาของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมรับฟังเต็มห้องประชุมและนอกห้องประชุม และมีการถ่ายทอดระบบวงจรปิดออกมาใต้ถุนคณะเศรษฐศาสตร์ รวมประมาณ 200 คน โดยผู้มีชื่อเสียงที่เข้าร่วม อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กรรมการมูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์ นายอัมมาร สยามวาลา นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม เป็นต้น 

 

ในงานมีการฉายวีดีทัศน์ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่ง เป็นบทความและข้อคิดของนายป๋วย มีเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางที่สังคมการเมืองควรจะเป็น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของพลเมืองตั้งแต่เกิดไปจนถึงตาย โดยสรุปว่า รัฐควรจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เป็นธรรม มีช่องทางการกู้ยืมเงินมาลงทุนมีที่ดินทำกินรวมทั้งมีตลาดรองรับผลผลิต นอกจากนั้น ประชาชนก็ควรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ สามารถซื้อหนังสือพิมพ์อ่านได้ในราคาไม่แพง มีโอกาสในการเข้ารับการรักษาพยาบาล  มีเวลาว่างในการ พักผ่อนในสวนสาธารณะ สามารถรับฟังดนตรี เข้าถึงศิลปะวัฒนธรรม งานการกุศล มีสิ่งแวดล้อมมีอากาศและน้ำที่ดี มีการรวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์ สหภาพ มีส่วนกำหนดทิศทางการเมือง รวมถึงคู่สามีภรรยาก็ควรได้รับการวางแผนครอบครัว เมื่อยามชราก็ควรได้รับค่าใช้จ่ายจากการประกันสังคม

 

ข้อคิดของนายป๋วย ระบุด้วยว่า บุคคลไม่ควรตายอย่างโง่ๆ บ้าๆ ในสงครามที่คนอื่นก่อและไม่ควรตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

 

หลัง จากนั้นเป็นการปาฐกถาของนายชาญวิทย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยอดีตอธิการบดีผู้นี้ เผยว่า ตนอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างที่ไทย-กัมพูชามีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลก ซึ่งตนได้รับอีเมลล์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายเตช บุนนาค) บอกให้รีบกลับประเทศไทย แต่ตนปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ตนมีเพื่อนซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ได้ให้ความเห็นว่า กรณีพิพาทดังกล่าว เปรียบเหมือนการอังกุ้ง (อังกุ้งให้สุกด้วยความร้อน) เป็นเพียงเรื่องการเมืองที่หากแต่ละฝ่ายได้อะไรที่ตนเองต้องการแล้ว เรื่องก็คงเงียบกันไปเอง

              

นาย ชาญวิทย์ กล่าวด้วยว่า กรณีปราสาทพระวิหาร เป็นหลุมดำของประวัติศาสตร์บาดแผลที่จะต้องศึกษาหลายด้านเพื่อทำการ สมานฉันท์ เนื่องจากเป็นทั้งการเมืองภายในประเทศที่กลุ่มพันธมิตรฯต้องการโค่นรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยอาศัยวาทกรรมที่ถ่ายทอดจากตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่บอกว่าประเทศไทยเสียดินแดนครั้งแล้วครั้งเล่า จากเดิมทีเคยบอกว่าเสียดินแดนไป 8 ครั้ง ต่อมาขยายเป็น 14 ครั้ง และล่าสุด กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งที่ 15 อย่างไรก็ตาม นอกจากจะเป็นการเมืองภายในแล้วก็ยังเป็นการเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชาด้วย เพราะเป็นการปะทะกันระหว่าง 2 ประเทศชาตินิยม ขณะที่ไทยบอกว่า ตัวเองเสียดินแดน แต่กัมพูชาก็อธิบายต่อพลเมืองในประเทศตัวเองว่า ถูกพวกเสียม(สยาม)บุกรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชามีการใช้จิตวิทยาให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึมซับเอาการ เตือนว่า ชาติของตัวเองเป็นอย่างไร ผ่านสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา กระทั่งสถาปัตยกรรมของอาคารกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาก็เป็นหน้าบันแบบ ปราสาทพระวิหาร นายชาญวิทย์พูดติดตลกว่า คนไทยอย่าเข้าใจผิดไปพูดว่าเป็นศิลปะแบบไทย เพราะอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อครั้งเผาสถานทูตได้ ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้รับฟัง

 

นาย ชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากเรื่องปราสาทพระวิหารจะเป็นวาระของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและเงินทุน แล้ว ก็เป็นวาระของพรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฮุน เซน ด้วย เพราะขณะที่ประเทศไทยประท้วงอยู่หลายเดือน ยูเนสโกก็ได้ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว มีการเฉลิมฉลองชัยชนะกันอย่างอื้ออึง รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชานำประชาชนร้องเพลงพงศาวดารขะแมร์ ประพันธ์โดยบุคคลเดียวกันกับผู้ประพันธ์เพลงชาติ ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่เชยแต่กลับสร้างความรู้สึกตื้นตันจนขนลุกรู้สึกถึงความ ยิ่งใหญ่ของชนเผ่าขะแมร์ เป็นบรรยากาศแห่งอารมณ์ความรู้สึก จากนั้นส่งผลให้สมเด็จฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนขาดลอยเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 

นาย ชาญวิทย์ กล่าวว่า ขณะที่สมเด็จฮุน เซน มีฐานะที่มั่นคงมาก แต่ฐานะของรัฐบาลไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย กลับอยู่ในฐานะที่ลำบาก เป็นปัญหาที่ต้องเผชิญ เหตุการณ์ปราสาทพระวิหารนั้น เป็นการอังกุ้ง (อังกุ้งให้สุกด้วยความร้อน) ของสมเด็จฮุน เซน แต่เป็นการเผาจนมอดไหม้ของการเมืองภายในของประเทศไทยหรือไม่ ปราสาทพระวิหารเป็นเพียงซากปรักหักพัง คือกองหินทรายที่ไม่มีการดัดแปลงเป็นอะไรเลยมากว่า 500 ปี ไม่มีการปลูกต้นลั่นทมบริเวณทางขึ้น ไม่มีการปรับปรุงเป็นสถานที่ประกอบพิธีใดๆ แต่เราถูกผู้นำประเทศตัวเองที่แพ้คดีมาบอกให้เราเข้าใจผิดเป็นเวลา 50 ปี เช่น พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ วาดภาพให้คนไทยคิดว่า ขะแมร์ขึ้นปราสาทพระวิหารไม่ได้ แต่ภรรยาของสมเด็จฮุน เซน พร้อมคนเป็นร้อยก็ได้ขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบนปราสาทพระวิหารแล้ว หลังจากสมเด็จฮุน เซน ชนะการเลือกตั้ง โดยเดินทางอ้อมผ่านเนินอินทรี มีวัดแก้วฯ ตรงนั้นที่ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน จึงอยากฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำไทยอีกคนที่มักจะบอกว่า ขะแมร์ขึ้นปราสาทพระวิหารไม่ได้ให้ทำความเข้าใจใหม่ และน่าสังเกตว่า นายอภิสิทธิ์ยังจะเชื่อเหมือน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคคนเก่า (ประชาธิปัตย์) อีกหรือ คราวนั้นก็แพ้จากคำพิพากษาศาลโลกมาแล้ว 9 ต่อ 3 เสียง ล่าสุดยูเนสโกก็ลงมติ 21 ต่อ 0 เสียงให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลก น่าประหลาดใจที่นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันตรงกับหัวหน้าพรรคคนเดิมอีกว่า ยังไงๆ ก็ต้องสรุปให้ไทยชนะคดี  

 

นาย ชาญวิทย์ กล่าวสรุปว่า ปราสาทพระวิหารเป็นหลุมดำชาตินิยมแบบอำมาตยาธิปไตย ถ้าเราเดินตามไปก็ตายแน่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา โดยมาในมาดใหม่ เป็นผู้ดีแห่งสยามประเทศ เพราะเลิกใช้คำพูดหยาบคายทั้งหมดหลังจากได้อังกุ้งและเผากุ้งไปแล้ว ตนคิดว่าชาติของคนที่สะพานมัฆวานกับคนที่เขาพระวิหารใช่ชาติเดียวกันหรือไม่ คำถามของผมคือถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะมีชาตินิยมในระนาบเดียวกันแบบ ของประชาชน ไม่ใช่ท็อปดาวน์จากบนลงล่างเหมือนอมาตยาธิปไตย เราควรสร้างความสมานฉันท์ระหว่างรัฐกับรัฐ ระหว่างอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของพวกเรา

 

 

…………………………………….

หมายเหตุ : ติดตามคลิปวิดีโอ ‘ปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ครั้งที่ 11 โดยชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในรายการ ‘บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา’ ทางเว็บไซต์ประชาไท เร็วๆ นี้

 

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15881

 


โดย : ประชาไท   วันที่ : 12/3/2552

 

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

www.Stats.in.th
Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.