Puey Ungpakorn: Santiprachatham

and His Wish for Southeast Asia

ป๋วย อึ๊งภากรณ์: สันติประชาธรรม กับปรารถนาอุษาคเนย์

คำนำ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2519 (9 มีนาคม 1976) ในวาระครบรอบอายุ 60 ปีของอาจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย” ในขณะนั้น และกำลังจะกลายสภาพเป็น “มูลนิธิฯ” เป็นเอกเทศด้วยการผลักดันจากอาจารย์เองกับผู้ร่วมงาน ได้จัดงานเฉลิมฉลองและระดมนักวิชาการจำนวนมากมาร่วมเขียน และจัดพิมพ์หนังสือวิชาการเพื่อเป็นที่ระลึกขึ้น 2 เล่ม ชื่อ “รักเมืองไทย” เล่มหนึ่ง เป็นเรื่องทางเศรษฐศาสตร์ (ณรงค์ชัย อัครเศรณี กับ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เป็น บก.) เล่มสอง เป็นเรื่องทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (สมบัติ จันทรวงศ์ กับ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เป็น บก.)

 

ในหนังสือดังกล่าวมี “ประวัตินายป๋วย อึ๊งภากรณ์” อย่างละเอียดลออ ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกต ณ ที่นั้นไว้สำคัญ 2 ประการ คือ

 

(หนึ่ง)

“โดยมาตรฐานตะวันตก ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นนักเสรีนิยม โดยมาตรฐานของฝ่ายขวาในเมืองไทย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นนักสังคมนิยม และที่ขวาจัดหน่อย ก็อาจตีตรานายป๋วยว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” แต่สำหรับฝ่ายซ้ายสุด ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นเพียงนักเสรีนิยมที่รักความเป็นธรรม ผู้ซึ่งยังคงต้องการรักษาธำรงไว้ซึ่งชนชั้นแห่งตน ไม่ว่าจะมีการตีตราป๋วย อึ๊งภากรณ์อย่างไร ป๋วยก็ยังเป็นป๋วยที่รักความเป็นธรรม ป๋วยที่ต้องการเห็นเมืองไทยเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี และป๋วยที่ยึดหลัก “ธรรม คือ อำนาจ “ มิใช่ “อำนาจ คือ ธรรม”

 

(สอง)

“ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีความฝันที่จะเห็นสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ ไปสู่สังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น และไปสู่สังคมที่ประชาชนมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ อาจจะไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า การอุทิศตนทำงานเพื่อส่วนรวมตลอดชีวิตที่ผ่านมานี้ แม้ในยามเฒ่าชราและสังขารร่วงโรยปานนี้ ทั้งๆ ที่มีโอกาสจะเสพสุขในชีวิตบั้นปลายเยี่ยงชนชั้นกระฎุมพีทั้งหลาย ก็เพียงเพื่อให้สังคมในโลกแห่งความฝันกลายเป็นสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง”

 

และข้อสังเกตดังกล่าวได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“แต่สันติประชาธรรมจะเกิดขึ้นอย่างไร กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะบอกเราได้”

 

ในปี พ.ศ. 2519 นั้น เป็นสมัยที่ ดร. ป๋วย ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนี่ก็เป็นตำแหน่งบริหาร “สุดท้าย” ในการรับใช้สังคมไทยกับมนุษยชาติ ปีนั้นเป็นปีที่ “บ้านเมืองของเราลงแดง” แตกแยก ใช้ทั้งสัญลักษณ์และสถาบัน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”  ทำลาย “รัฐธรรมนูญ” และกระทำการ “ขวาพิฆาตซ้าย” ซึ่งจบลงด้วยสุข/โศกนาฏกรรม “อาชญากรรมของรัฐ” และ “การรัฐประหาร 6 ตุลา” ที่มีการพิฆาตฆ่าฟันทำลายชีวิต “นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน” กันกลางเมืองหลวงในธรรมศาสตร์และกรุงรัตนโกสินทร์ “สันติประชาธรรม” ก็ดูจะเป็น “ความฝันที่เป็นไปไม่ได้”

 

อาจารย์ ดร. ป๋วยต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่อังกฤษถึง 23 ปี และท่านก็ต้องอยู่ในโลกของ “ความเงียบ” เป็นอัมพาตที่ไม่สามารถจะสื่อสารกับผู้คนได้ถึง 2 ทศวรรษ กลายเป็นเสมือนอาจารย์ของท่าน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง “พ่อกูนามระบือ ชื่อปรีดี แต่คนดี เมืองไทยไม่ต้องการ” ดร. ป๋วยสิ้นชีวิตลงในประเทศอังกฤษเมื่อ 28 กรกฎาคม 2542 (1999) เมื่ออายุได้ 83 ปี

 

จาก 2519 ถึง 2542 เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ และหากจะนับถึงปี พ.ศ. นี้ (2550) ก็กว่า 3 ทศวรรษ ความใฝ่ฝันของ ดร. ป๋วย ที่จะได้เห็น “สันติประชาธรรม” ก็ดูยังจะ “เป็นไปไม่ได้” สังคมไทยของเรายังไม่มี “สันติ” ยังไม่มี “ประชาธรรม”

 

สังคมไทยของเรายังคงย่ำเท้าอยู่กับ “วังวน” และการธำรงรักษาไว้ซึ่งปัญหาด้วย “ความรุนแรง” ของ “อภิชน” และ “ชนชั้นปกครอง” ไม่ว่าจะเป็น “กบฏเมษา” (2524) “กบฏนัดแล้วไม่มา” (2528) และที่โหดเหี้ยมทารุณสุด ก็ดูจะไม่พ้น “พฤษภาเลือด 2535” (ไม่ใช่ “ทมิฬ” เพราะเป็นเรื่องของ “ไทย” ซึ่งชนชาติทมิฬในอินเดียใต้กว่า 20 ล้านคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย) และที่ใกล้ๆตัวและกาลเวลาของยุคสมัยเราที่สุด ก็คงไม่เกินไปกว่า “กรือเซะ” หรือ “ตากใบ” และ/หรือ “ปรากฏการณ์สนธิ/สนธิ” กับ “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ที่ “สันติประชาธรรม” ก็ยังไม่ใช่ “คำตอบ” ของสังคม ผู้คนจำนวนไม่น้อย ต้องเป็นเหยื่อของความรุนแรง เฉกเช่นอาจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

อาจารย์ ดร. ป๋วยเป็นครูสอนหนังสือ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นวีรชน เป็นนักพัฒนา เป็นข้าราชการ และที่สำคัญคือเป็นนักมนุษยธรรม ดังนั้นความสนใจและผลงานของท่านจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่วิชา “เศรษฐศาสตร์” หรือพรมแดนทางภูมิศาสตร์เพียงแค่แผนที่ “ประเทศไทย/ขวานทอง” ดังนั้นวิชาการของท่านไม่เพียงขยายครอบคลุม “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์” แต่ยังก้าวข้ามไปสู่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก้าวข้ามไปสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะให้วิชาการสร้าง “สันติประชาธรรม” ขึ้นมาให้จงได้

 

หลายต่อหลายคน คงจะพูดถูกและเข้าใจถูกว่า “อาจารย์ป๋วย ยังไม่ตาย” เพราะแนวความคิด ปรัชญา กับการดำรงชีวิตอันเรียบง่าย “พอเพียงจริงๆ” ของท่านกลายเป็น “อมตะ” กลายเป็น “ความบันดาลใจ” ให้กับคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้ว่าการรำลึกถึงท่าน การเฉลิมฉลองหลายต่อหลายครั้งได้สร้างภาพลักษณ์ของท่านให้กลายเป็นเพียง “ข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์” ก็ตาม แต่ “ความใฝ่ฝันแสนงาม” ที่ปรากฏอยู่ในวลีทองอย่าง “สันติประชาธรรม” กับ “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” ก็ทำให้ท่านเป็นมากกว่า “ข้าราชการที่ดี และซื่อสัตย์”

 

น่าเชื่อว่า “สันติประชาธรรม” เป็นทั้งคำขวัญ และปรัชญาของอาจารย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันทั่วไปเป็นอย่างดี แต่ที่น่าสนใจและควรกล่าวถึงในที่นี้ ก็คือ วลีทอง “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” ที่มาจาก ข้อเขียนเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษ ข้อเขียนนี้ถูกนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Development Advisory Group - SEADAG) เมื่อเดือนตุลาคม พ.. 2516 ก่อนจะตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.. 2516 ในชื่อ The Quality of Life of a South East Asian : A Chronicle of Hope from Womb to Tomb

 

ข้อเขียนนี้ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาไทย (โดยอาจารย์ป๋วยเอง) ในชื่อ คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน หรือที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมาในชื่อ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน บทแปลภาษาไทย พิมพ์ครั้งแรกในวารสารแห่งยุคสมัยนั้น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2516 ส่วนบทความภาษาอังกฤษรวมเล่มครั้งแรก อยู่ในหนังสือ Best Wishes for Asia พิมพ์โดยเคล็ดไทย (2518)

 

โปรดสังเกตว่า บริบทของบทความนี้ คือ “อุษาคเนย์” ในความหมายของ “ภูมิภาค” ที่กว้างขวางกว่า “ประเทศไทย/ขวานทอง” สะท้อนให้เห็นความกว้างขวางและความรอบด้านของอาจารย์ ดร. ป๋วย เช่นเดียวกับความสนใจทางวิชาการของท่าน ที่หาได้จำกัดอยู่เพียง “เศรษฐศาสตร์” ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่

 

และดังนั้น ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นหัวหอกผลักดัน “การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ทุกๆ 2 ปี มาเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และแม้ว่าในครั้งแรกนั้น จะ “เพื่อส่งเสริมสนับสนุน และเผยแพร่การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ ให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ” แต่ผู้รับผิดชอบของคณะก็ตระหนักในเวลาอันรวดเร็วว่านั่น “หาใช่อาจารย์ป๋วย” ไม่ และได้ขยายขอบเขตให้กว้างขวาง “เพื่อสดุดีและประกาศเกียรติคุณนักวิชาการที่มีผลงานทางวิชาการอันดีเด่น และมีความรับผิดชอบต่อสังคม” ดังจะเห็นได้จาก “ปาฐกถาพิเศษ” ทั้ง 10 ครั้ง (พ.ศ.2530-2550) ที่นำมารวมไว้ ณ ที่นี้ 

 

ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2530

ศ. นิคม จันทรวิทุร "แรงงานกับรัฐ: สามทศวรรษแห่งการพัฒนา"

ศ. ดร.อัมมาร สยามวาลา "เกษตรกรกับรัฐ"

 

ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2532

ศ. เสน่ห์ จามริก "เศรษฐกิจการเมืองเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"

 

ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2533

รศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา "วัฒนธรรมตะวันตกกับพัฒนาการสังคมไทย"

 

ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2536

ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ "วีรบุรุษในวัฒนธรรมไทย"

 

ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2538

ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม "รากฐานชีวิต"

 

ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2541

ศ. นพ.ประเวศ วะสี "ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม"

 

ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2544

อ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ "สร้างสรรค์สันติประชาธรรมให้เป็นจริงในสังคม"

 

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2546

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม "การบริหารสังคม: ศาสตร์แห่งศตวรรษเพื่อสังคมไทยและสังคมโลก"

 

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2548

ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ "ระบบอุปถัมภ์กับการพัฒนาสังคม: ด้านหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย"

 

ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2550

ศ. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ "จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม"

 

อาจารย์ป๋วยเป็นสามัญชน ที่ไม่ธรรมดา งานชุด “ปาฐกถาพิเศษ” นี้ ก็มิใช่งานวิชาการธรรมดา ซึ่งมีและทำกันอยู่ดาษดื่น และส่วนใหญ่ในการจัดงานครบรอบหรือเฉลิมฉลอง ที่บ้านเมืองของเราทำกันเกลื่อนกลาดแทบจะทุกปีนั้น ก็เป็นการกระทำที่มีแต่เรื่องราวของการสรรเสริญเยินยอ ใช้จ่ายงบประมาณ (ของชาติและราษฎร) มากมายมหาศาล เมื่อจบไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นแก่นเป็นสาร

 

แต่น่าเชื่อว่าผลงานรวมเล่มนี้ จะช่วยให้เห็นความรอบรู้ ความสนใจ และความกว้างขวางทางวิชาการทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อันเป็น “ตัวตน” ที่แท้จริงของอาจารย์ ดร. ป๋วย และผลงานเล่มนี้ ยังจะเป็นหลักเดินทางให้กับผู้ใฝ่รู้ ตลอดจนนักวิชาการรุ่นหลังๆ ที่จะเดินกันมาในเส้นทางอันยาวไกลของการแสวงหาเพื่อสังคมและ “สันติประชาธรรม” ทั้งนี้ “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” ของเราและท่านทุกๆคน สมดังที่อาจารย์ ดร. ป๋วยได้จบบทความอมตะของท่านด้วยการยกพุทธวัจนะที่ว่า “เราตถาคต ไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ”

 

เชียงใหม่

สยามประเทศไทย

25 สิงหาคม 2550

พิมพ์ครั้งแรกใน “20 ปีปาฐกถาพิเศษฯ ป๋วย อึ๊งภากร์” คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กันยายน 2550