โครงการ

โครงการทัศนศึกษา “อู่อารยธรรมอุษาคเนย์ยุคคลาสสิก”

 

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ

 

นักศึกษาผู้รับผิดชอบ

นายพิชาน  แจ่มเวหา

 

ระยะเวลา

วันที่ 8 – 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

 

สถานที่

จังหวัดบุรีรัมย์    จังหวัดศรีสะเกษ  จังหวัดสุรินทร์   จังหวัดอุบลราชธานี  (สยาม)ประเทศไทย

แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

หลักการและเหตุผล

          จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งได้มีวิวัฒนาการสืบเนื่องกันมาในประวัติศาสตร์ตลอดมา และยังมีสถานที่ที่คงไว้ซึ่งโบราณสถานและสถาปัตยกรรมโบราณยุคขอม/ขะแมร์ ที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างมากมาย  ประกอบกับสืบเนื่องจากการสันนิษฐานของนักโบราณคดี ที่ได้กล่าวไว้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรโบราณและเป็นต้นกำเนิดของชนชาติสยาม/ไทย

ประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศกัมพูชาและ(สยาม)ประเทศไทย เป็นประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น และยังมีสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและภาษาพูด ภาษาราชการก็มีความคล้ายคลึงกันมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจในรายละเอียดของความเป็นมาในครั้งอดีตกาลถึงต้นกำเนิดของความใกล้เคียงกันนี้  

            โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในฐานะที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะจัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ให้นักศึกษาของโครงการฯ ได้ศึกษาถึงรูปแบบสถาปัตยกรรม อารยธรรมโบราณ และโบราณสถานอันเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงการก่อเกิดวัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงและความสัมพันธ์ อันแนบแน่นระหว่างกัน โครงการทัศนศึกษาครั้งนี้  จะทำให้นักศึกษาเข้ายุคโบราณอันเป็นรากฐานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจัย  ทั้งนี้เพราะอารยธรรมขอม/ขะแมร์ดังกล่าว ที่เป็นส่วนหนึ่งของการรับอิทธิพลจากอินเดีย หรือที่เรารู้จักกันว่า “กระบวนการภารตภิวัตน์ (Indianization)” นั้น ส่งอิทธิพลต่อความเป็น (สยาม) ประเทศไทยของเราเป็นอย่างยิ่ง

อนึ่ง โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ยังหวังถึงการสร้างประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้แบบลึกซึ้งจากประสบการณ์จริงที่นักศึกษาได้เดินทางไปพบด้วยตนเอง อันเป็นการอำนวยประโยชน์ทางวิชาการแก่นักศึกษาของโครงการฯ ในการศึกษารายวิชา “ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงศตวรรษที่ 19 (ป 224)” อีกด้วย

 

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ตลอดจนสภาพภูมิศาสตร์ของผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง

2.      เพื่อให้นักศึกษาได้ศึกษาประเด็นเชิงประวัติศาสตร์อันเป็นบ่อเกิดแห่งความคล้ายคลึงกันของสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม

3.      เพื่อเป็นการหล่อหลอมความเข้าใจในประวัติศาสตร์และลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง และแม่น้ำโขง

4.      เพื่อเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาของโครงการฯ เพื่อเป็นพื้นฐานในการต่อยอดในระดับหรือรายวิชาที่สูงขึ้น

 

ผู้เข้าร่วมโครงการ

          วิทยากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่โครงการฯ และนักศึกษาในศึกษารายวิชา “ป 224 ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงศตวรรษที่19” ของโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.      นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ตลอดจนสภาพภูมิศาสตร์ของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง

2.      นักศึกษาได้ศึกษาถึงประเด็นเชิงประวัติศาสตร์อันเป็นบ่อเกิดแห่งความคล้ายคลึงกันของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม อย่างใกล้ชิด

3.      นักศึกษามีความเข้าใจและรับรู้ถึงสภาพจริงทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมาเพื่อประโยชน์ในการต่อยอดเพื่อเติมเต็มความเข้าใจในความคล้ายที่แตกต่างต่อไปในระดับหรือรายวิชาที่สูงขึ้น

กำหนดการเดินทางทัศนศึกษา

“อู่อารยธรรมอุษาคเนย์ยุคคลาสสิก:

วัดพู(ลาว) ปราสาทเขาพระวิหาร(กัมพูชา) เขาพนมรุ้ง(สยาม)”

4 วัน 5 คืน (เดินทางโดยรถไฟและรถยนต์)

 

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม

19.00              คณะพร้อมกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง

20.30               ออกเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์โดยรถด่วนขบวนที่ 67

 

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม

03.40  น.         รถไฟถึงสถานี  บุรีรัมย์   

04.30  น.         ชำระร่างกาย   รับประทานอาหาร  เช้า    โรงแรมพนมพิมาน  ม.ราชภัฎบุรีรัมย์

07.30  น.         เดินทางไป ปราสาทหินพนมรุ้ง (วะนัมรุง) (Phnom Rung Temple)  พร้อมชมและรับฟังการบรรยาย

บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วบูรณะเสร็จสมบูรณ์และประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในปี  พ.ศ.  2531

เป็นศาสนสถานในศาสนพราหมณ์-ฮินดู  ลัทธิไศวนิกาย  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  15-18  เป็นปราสาทหินเพียงแห่งเดียวในเมืองไทยที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ที่มีอายุยาวนาน  จึงมีศิลปกรรมปรากฏอยู่หลายสมัย  นับตั้งแต่สมัยเกาะแกร์-บาปวน-สมัยนครวัดตอนต้น   ปราสาทประธานสร้างในราวพุทธศตวรรษที่  17  ด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อดี  ปรากฏลวดลายจำหลักศิลาเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ตามส่วนประกอบต่าง  ๆ ของตัวปราสาท  รูปที่น่าสนใจได้แก่รูปจำหลักศิวนาฎราช  10 กร ปรากฏอยู่ที่หน้าบันของซุ้มปรางค์ด้านทิศตะวันออก   ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ถือเป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ถูกโจรกรรมไปเมื่อราว พ.ศ.2513 ต่อมาพบว่าจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา จนทำให้มีการเคลื่อนไหวให้ทางสหรัฐฯ คืนทับหลังชิ้นนี้แก่ประเทศไทย 

ปัจจุบัน  ส่วนประกอบบางส่วนของปราสาทหินพนมรุ้งถูกทุบทำลายลง โดยเชื่อกันว่าเนื่องมาจากเหตุด้านไสยศาสตร์และยังเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์กับการเมืองปัจจุบันด้วย 

10.30 น.          เดินทางสู่ ปราสาทหินเมืองต่ำ (Prasat Muang Tam) พร้อมชมและรับฟังการบรรยาย

ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย  ในระหว่างพุทธศตวรรษที่  16-18  ศิลปะขอมแบบบาปวนประกอบด้วยปราสาทอิฐ 5  องค์  ล้อมรอบด้วยระเบียงคดชั้นในมีซุ้มประตูตรงกลางอยู่  4  ด้านโอบล้อมด้วยบาราย หรือสระน้ำอยู่  4  แห่ง  ล้อมรอบด้วยกำแพงชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง

12.00  น.         รับประทานอาหารกลางวัน    ปราสาทหินเมืองต่ำ (อาหารกล่อง)

13.00  น.         เดินทางไปชมกลุ่มปราสาทตาเมือนธมตาเมือนโต๊ด (Ta Muen group) อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พร้อมชมและรับฟังการบรรยาย

ปราสาทขอมในเส้นทางขอมโบราณตามเส้นทางเมืองพระนครไปยังเมืองวิมายะปุระ ซึ่งเป็นอโรคยาศาลาหรือโรงพยาบาลสำหรับผู้เดินทาง ซึ่งประกอบด้วยศาสนสถานที่ศักด์สิทธิ์และวิหารพระโพธิสัตว์ไภษชยคุรุ บ้านมีไฟที่พักผู้แสวงบุญ และธรรมศาลา   เป็นปราสาทที่อยู่ติดเส้นเขตแดนไทย กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงรัก

14.00  น.         ชมปราสาทยายเหงา  บ้านโพนชาย   อำเภอสังขะ  จังหวัดสุรินทร์   พร้อมชมและรับฟังการบรรยาย   สถานที่ตั้งปราสาทยายเหงาติดกับทางหลวง หมายเลข  24  เส้นทางโชคชัย – เดชอุดม

15.00 .        เดินทางสู่ที่พัก“โขงเจียมมารีน่า รีสอร์ท” บนดินแดนตะวันออกสุดของประเทศไทย จุดบรรจบของแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง “โขงสีปูน มูลสีคราม” ก่อนไหลลงลู่ สปป. ลาว บริเวณอำเภอโขงเจียม  จังหวัดอุบลราชธานี

18.00 น.          ถึงที่พัก รับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม

07.00 น.         รับประทานอาหารเช้าที่พัก “โขงเจียมมารีน่า รีสอร์ท” 

08.00 .        เดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ต้อนรับคณะที่ด่านช่องเม็ก “เปิดประตูสู่เมืองลาวใต้” ขณะรอตรวจเอกสารผ่านแดน สมาชิกสามารถเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ ด่านช่องเม็กและด่าน สปป.ลาว ทางฝั่งลาวหรือดื่มกาแฟสดที่ขึ้นชื่อของเมืองปากช่อง แลกเงินสกุลกีบตามอัธยาศัย

10.00  น.         เดินทางไปชม “น้ำตกตาดฟาน น้ำตกตาดเยือง” ชมทัศนียภาพยอดเขาที่ซับซ้อนของ “อุทยานแห่งชาติดงหัวสาว” พร้อมรับฟังการบรรยาย

12.00 .          รับประทานอาหารกลางวันบนรถ (อาหารกล่อง)      

15.00 น.          เดินทางไป “น้ำตกผาส้วมเมืองบาเจียง” พร้อมชมและฟังการบรรยายต้นตำนาน วรรณกรรมรักอมตะ “นางมะโรง ท้าวบางเจียง” โศกนาฏกรรมรักสามเส้า สาวลาวลุ่ม หนุ่มลาวเทิง (ชาวข่า) ภูบาเจียง

ชมความงามของธารน้ำ และธรรมชาติที่เย็นสบายชมหมู่บ้านชนเผ่า และวิถีชีวิต  ขนบธรรมเนียมประเพณี  ของแต่ละชนเผ่า

17.00 น.          เข้าพักที่ “อุทยานผาส้วมเมืองบาเจียง”   

18.00 น.          รับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม

07.00 น.          รับประทานอาหารเช้าที่ “อุทยานผาส้วมเมืองบาเจียง”   

08.00 น.        เดินทางไปชม  ปราสาทหินวัดพู  หรือ "ภัทเรศวร" (Wat Phu Temple) ศาสนสถานขะแมร์โบราณ ชมแท่นบูชายันต์มนุษย์ ศิวลึงค์ธรรมชาติ     ฟังการบรรยายเรื่องของอาณาจักรเจนละบก - เจนละน้ำ   

12.00 น.          รับประทานอาหารเที่ยงที่ เมืองจำปาศักดิ์

14.00 น.          เดินทางไป  “น้ำตกคอนพะเพ็ง”  (Khon Phapheng Waterfall) ประเทศลาว พร้อมชมและฟังการบรรยายความงามและความยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ จนได้รับสมญานามว่า “ไนแองการาแห่งเอเชีย” และชม “ต้นไม้มณีโคตร” ที่ชาวลาวให้ความเคารพนับถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขงที่เชี่ยวกราก 

17.00 น.          เข้าพักที่ “เกาะดอนโขง” เกาะกลางแม่น้ำโขงที่ใหญ่ที่สุดของลาว

18.00 น.          รับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม

07.00 น.          รับประทานอาหารเช้าที่  “เกาะดอนโขง”

08.00 น.          เดินทาง ไป  ตลาดดาวเรือง  ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของคนลาว พร้อมเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่น

12.00 น.          รับประทานอาหารเที่ยงเมืองปากเซ         

13.00 น.          เดินทางกลับพรมแดน ลาว-ไทย  ด่านช่องเม็ก  จังหวัดอุบลราชธานี

14.00 น.          เดินทางไปชมเขื่อนปากมูล  อำเภอสิรินธร  จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมรับชมและรับฟังการบรรยาย

เขื่อนปากมูลอยู่ห่างจากลำน้ำมูลและน้ำโขงไปทางตะวันตกประมาณ 5.5 กิโลเมตร ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก โดยมีค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2537

            โครงการสร้างเขื่อนปากมูลนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเนื่องจากมีผลกระทบต่อการทำประมงในแม่น้ำมูลเนื่องจากตัวเขื่อนขวางการเดินทางของปลาในฤดูวางไข่ เพราะตั้งปิดประตูเขื่อนไม่เช่นนั้นไม่สามารถให้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างพอเพียง ได้แก้ไขคือ คือเปิดประตูเขื่อน "สุดบาน" ปีละ 4 เดือนในฤดูปลาวางไข่

ปี 2550 มีมติให้รักษาระดับน้ำในแม่น้ำมูลไว้ที่ 106-108 ม.รท จึงต้องปิดประตูเขื่อน และชาวบ้านได้เข้ามาประท้วงกดดัน ครม.พิจารณาเปิดเขื่อนปากมูล

ทั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินเป็นค่าเวนคืนมากกว่า 1,500 ล้านบาท รวมทั้งชดเชยค่าสูญเสียรายได้จากการประมงอีกกว่า 500 ล้านบาท แต่ยังมีปัญหาการจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวบ้านไม่ครบถ้วน

ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งของเขื่อนนี้ก็คือ เกิดน้ำท่วมในพื้นที่กว้าง 117 ตารางกิโลเมตร และทำให้ประชาชนประมาณ 3,000 ครอบครัวต้องอพยพ ทั้งนี้มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งสิ้นประมาณ 25,000 คน และด้วยเหตุนี้จึงเกิดการชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่เป็นระยะๆ

16.00 น.        เดินทางส่งคณะที่สถานีรถไฟอุบลราชธานี

18.30 น.          ออกเดินทางสู่ กทม. ด้วยรถไฟด่วนขบวนที่ 68

           

วันพุธที่ 13 สิงหาคม

05.50 น.          ถึง กทม. โดยสวัสดิภาพ 

 

หมายเหตุ          รายการเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม