6  ตุลา  กับสถานะทางประวัติศาสตร์การเมือง

ชาญวิทย์  เกษตรศิริ

 

ในบทความซึ่งอาจจะดีที่สุดเกี่ยวกับ  “การรัฐประหาร  6  ตุลาคม  2519”   โดยศาสตราจารย์เบเนดิค  แอนเดอร์สัน  กล่าวไว้ว่า  โดยตัวของมันเองแล้วการรัฐประหาร  6  ตุลา  ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ไม่ว่าจะในสมัยใหม่หรือสมัยเก่า   เพราะเคยมีรัฐประหารหรือความพยายามที่จะทำรัฐประหารมาครั้งแล้วครั้งเล่า   (นับแต่การปฏิวัติ  2475)   ดังนั้นทั้งนักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ (ตะวันตก)  ต่างก็ลงความเห็นว่า  “การรัฐประหาร  6  ตุลา”  เป็นเรื่อง  “ธรรมดา ๆ”  ของการเมืองไทยและเป็นการกลับไปสู่  “สภาพปกติ”  หลังจากที่หลงระเริงอยู่กับ “ประชาธิปไตย”  เสีย 3 ปี

 

แต่เบเนดิค  แอนเดอร์สัน  ก็กล่าวว่า  “การรัฐประหาร 6 ตุลา”   เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อใหม่ของการเมืองไทย   อย่างน้อยก็ใน  2 ประเด็น  คือ (1)  บรรดาผู้นำฝ่ายซ้าย  แทนที่จะจบลงด้วยการถูกจับขังคุก  (จนลืม)  หรือไม่ก็ไปลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ  กลับเข้าไปร่วมกับขบวนการจรยุทธ์ในป่า  และ  (2)  การรัฐประหาร 6  ตุลา  แตกต่างจากการรัฐประหารที่เคยมีมา  นั่นคือหาใช่เป็นเพียงการยึดอำนาจกันในหมู่ผู้นำเท่านั้น   แต่เป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายขวาใช้เวลากว่า  2  ปีในการวางแผนการ  รณรงค์  คุกคามอย่างเปิดเผย  ทำร้าย  ทำลายชีวิต  ฯลฯ  ซึ่งจะเห็นได้อย่างโจ่งแจ้งของความรุนแรงและการปั่นให้เกิดความบ้าคลั่งของฝูงชน  “ม็อบ”  เมื่อวันที่  6  ตุลาคม  2519

 

อาจารย์เบนขยายความต่อไปอีกว่า  รูปแบบและระดับของความรุนแรงของ  6  ตุลานั้น   เป็นอาการของโรค  ลงแดง”)   ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางสังคม-วัฒนธรรม-การเมืองสมัยใหม่กล่าวคือ   การก่อตัวของชนชั้น  (ใหม่)   กับความปั่นป่วนทางอุดมการณ์

 

กล่าวโดยย่อ   (ในทัศนะของอาจารย์เบน)   นับแต่ปลายทศวรรษ  1950   (ยุคฟิฟตี้)   เป็นต้นมา   ได้เกิดชั้นชนกระฎุมพีใหม่ขึ้น   โดยเกิดขึ้นมานอกชนชั้นสูง – เจ้านาย – ข้าราชการเก่า   ชั้นชนใหม่นี้มีทั้งกระฎุมพีน้อย – กระฎุมพีกลาง  ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของ  “บูม”   ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามเวียดนามในทศวรรษ  1960  (ยุคซิกสตี้)   ที่ทั้งคนอเมริกันและเงินดอลลาร์อเมริกันหลั่งไหลเข้ามาในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน   ตามด้วยคนและเงินเยนญี่ปุ่นมากมายมหาศาล

 

ชั้นชนกระฎุมพีใหม่นี่แหละ  ที่ได้กลายเป็นฐานให้กับขบวนการฝ่ายขวา   ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากกลุ่มฝ่ายขวาเดิมของเจ้า-ผู้ดีและข้าราชการ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มผู้ปกครองเก่า - เจ้า – นายพล – นายธนาคาร – ข้าราชการ   จะหลุดออกไปจากตำแหน่งสำคัญ    ที่กุมอำนาจทางการเมือง   กลับเป็นว่ากลุ่มผู้ปกครองเก่านี้   ได้พันธมิตรใหม่ที่มีฐานกว้างขวางที่มีลักษณะคุกคามและเป็นอันตรายมากกว่าเดิม

 

พร้อม ๆ  กับการเกิดของชั้นชนกระฎุมพีนี้    ความปั่นป่วนด้านอุดมการณ์ก็เป็นผลพวงของผลกระทบของการที่อเมริกาเข้ามา   และระเบิดให้เห็นทางด้านภูมิปัญญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง  3  ปีของยุค  “ประชาธิปไตย”   เบ่งบานนั้น  มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่เบื่อหน่ายต่อความอับจนทางปัญญา    และการใช้สัญลักษณ์ทางจารีตโดยระบอบสฤษดิ์ – ถนอม – ประภาส     คนหนุ่มสาวตั้งคำถามต่อค่านิยมและวัฒนธรรมจารีตนั้น   ซึ่งก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยการโฆษณาเผยแพร่    สั่งสอนอุดมการณ์ชาติ – ศาสนา – พระมหากษัตริย์  หนักหน่วงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ชาติ  - ศาสนา – พระมหากษัตริย์  แทนที่จะเป็นของ  “ไทยตามธรรมชาติ”   โดยทั่วไป   กลับกลายเป็นอุดมการณ์เฉพาะของการก่อตัวทางสังคมในครั้งนี้    ผู้เข้าร่วมขบวนการฝ่ายขวานี้ก็คือบรรดาชั้นชนกระฎุมพีใหม่   ส่วนผู้ทำการโฆษณาเผยแพร่อุดมการณ์มีทั้งกลุ่มบ้าคลั่งจากชั้นชนใหม่นี้เอง    และจากผู้ที่บงการของกลุ่มชนชั้นปกครองเก่าที่อยู่เบื้องหลัง   (Benedict  Anderson,  Withdrawal    Symptoms : Social  and   Cultural   Aspects  of  the   October  6  Coup’,  Bulletin  of  Concerned  Asian  Scholars, July – September, 1977)

 

เหตุการณ์เมื่อ  6  ตุลาคม  2519

ดร.ธงชัย   วินิจจะกูล   อดีตผู้นำนักศึกษาในสมัยนั้น   และปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเล่าว่า   เมื่อเวลาประมาณ  2  นาฬิกาของวันที่ 6 ตุลาคม   ตำรวจกับกองกำลังติดอาวุธและกำลังพลฝ่ายขวา   ได้เคลื่อนเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ซึ่งมีผู้คนจำนวน  4-5  พันคนชุมนุมอยู่ตลอดคืน   ประท้วงการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม  กิตติขจร   ซึ่งได้ถูกประชาชนลุกฮือขับไล่ออกจากประเทศไปเมื่อ  3  ปีก่อน  (การปฏิวัติ  14  ตุลาคม  2516)   หลังการเข้าปิดล้อม   ก็ได้ยินเสียงปืนเป็นระยะ     มีการปาระเบิดเข้าไปตามตึกของมหาวิทยาลัย    ราตรีนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด   ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้นักกิจกรรมการเมือง  2  คน  (พนักงานไฟฟ้านครปฐม)  ได้ถูกทำลายชีวิตและจับแขวนคอ  (ในขณะที่กำลังปิดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม   กิตติขจร)

 

หลังการทำลายชีวิตดังกล่าวที่นครปฐม   ได้มีการแสดงละครการเมืองของนักศึกษา   ล้อเลียนการกลับมาของจอมพลถนอม   (บวชเป็นเณรมาจากสิงคโปร์  แล้วก็เข้าไปบวชเป็นพระอย่างเร่งรีบที่วัดบวรนิเวศ)  ล้อเลียนการแขวนคอนักกิจกรรม    การแสดงนี้มี    บริเวณลานโพธิ์  มธ.   หน่วยโฆษณาชวนเชื่อของทหาร  (วิทยุยานเกราะและเครือข่ายวิทยุเสรี)  และ  นสพ.  (ดาวสยาม)  ได้นำฟิล์มรูปการแสดงละครไปตกแต่ง   แล้วอัดรูปขยายพิมพ์เผยแพร่  กล่าวหาและปลุกปั่นว่านักศึกษา   “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”   ล้อเลียนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  โดยที่นักศึกษาไม่ได้รับโอกาสที่จะแก้ข้อกล่าวหานี้แต่ประการใด

 

เมื่อเวลาประมาณ  05.30  .   ตำรวจและกองกำลังติดอาวุธก็ยิงระเบิดเข้าไปกลางฝูงชนเป็นผลให้มีคนตายทันที  4  ศพ   และบาดเจ็บหลายสิบ   และจากระเบิดลูกนั้น   ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงทำลายชีวิตนักศึกษาและประชาชนเป็นเวลาหลายชั่วโมง   มีทั้งการยิงจรวด  (ที่ใช้ต่อต้านรถถัง)   เข้าไปตามตึกต่าง ๆ  ของมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาและประชาชนหลบซ่อนอยู่    ฝูงชนฝ่ายขวา  (รวมทั้งมือปืนรับจ้าง)   ที่ได้รับการจัดตั้งและปลุกระดมไว้อย่างดีแล้วบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัย   บ้างลากนักศึกษาออกมาทุบตีจนตาย   บ้างใช้ผ้ารัดคอนักศึกษาลากไปตามสนาม    บ้างนำนักศึกษาไปแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง   ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง   ที่ทางหน้ากระทรวงยุติธรรมมีการจับร่าง  3  ร่างเอาน้ำมันราด   เอายางรถสุม  เอาไฟจุดเผา  การทำลายชีวิตและร่างกายอย่างโหดเหี้ยมทารุณ  ดำเนินไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณ  9  นาฬิกา

 

วันนั้นวันที่  6  ตุลา  เป็นวันพุธ  เป็นวันมหาวิปโยค   “ที่ไทยฆ่าไทย”   เป็นวันที่มืดมิดที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ครั้นถึง  18  นาฬิกาเย็นวันนั้น   คณะทหารก็ประกาศยึดอำนาจ  (ทางการแถลงว่าในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ  40  คน  บาดเจ็บเป็นร้อยและถูกจับกุมไป  3  พันคน   แต่ก็เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิต   บาดเจ็บ  รวมทั้งสูญหายน่าจะสูงกว่าที่ทางการแถลง)

 

กล่าวโดยย่อ   6   ตุลา   (2519)   ก็คือวันที่มีการรัฐประหาร   นำการเมืองไทยกลับไปสู่การปกครองโดยคณะทหารอีกครั้งหนึ่ง    (แต่มีนายกรัฐมนตรีมาจากข้าราชการตุลาการ)    ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น   แต่การรัฐประหาร  6  ตุลาก็มาพร้อมกับความรุนแรงและป่าเถื่อน   อย่างชนิดที่ไม่มีผู้ใดจะคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทยมาก่อน    ภาพของความทารุณโหดร้ายถูกบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์   เป็นภาพถ่าย   ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก   (แม้ในยุคสมัยที่ไทยยังไม่ตื่นเต้นกับโลกาภิวัตน์นัก   ยังมิได้มี   “ม็อบมือถือ”   แฟกซ์   กล้องวิดีโอ   ตลอดจนบรรดาอุปกรณ์ไฮ–เทค ทั้งหลาย)   การสังหารหมู่กลางพระนครวันนั้น   ได้รับการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ช่อง  9  ด้วย

 

แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง  ที่  6  ตุลาคม  2519   กลายเป็นอดีตที่ดูเหมือนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ประหนึ่งว่าเป็นการพังพินาศของอดีต   ขาดสถานะทางประวัติศาสตร์   (เข้าทำนองที่ว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของคนชนะ   ประวัติศาสตร์หาได้เป็นเรื่องราวของผู้แพ้ไม่)    ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม   ทั้งจากอุดมการณ์ทั้งขวาและซ้าย   ดูจะสับสนงุนงง   ลืม   เลอะเลือน    ปฏิเสธและบางครั้งขาดความเข้าใจต่อ  6  ตุลาในบริบทเฉพาะของการเมืองไทย    และบริบทใหญ่ของการเมืองโลก  (ทั้งนี้โดยที่ยังไม่นับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง   และผู้ที่อยู่ห่างไกลจากความแตกแยกทางอุดมการณ์ในครั้งนั้น)

 

ยิ่งอนุชนรุ่นหลังแล้ว    ก็เกือบจะไม่มีการรับรู้  เหตุการณ์  6  ตุลาคม   2519   หาใช่หนึ่งในหน้าของประวัติศาสตร์ไทยไม่    ไม่ว่าจะในระดับประถมหรือมัธยม   หรือในระดับอุดมศึกษา   (ทั้งนี้โดยที่ยังไม่ต้องกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ  ในทำนองเดียวกันอีก  2  เหตุการณ์  คือ  การปฏิวัติ  14  ตุลาคม   2516   และพฤษภามหาโหด   2535 )    ดังนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจนักที่จะมีคนกล่าวถึงเหตุการณ์  “16  ตุลาคม  2514” (!!!???)

 

ประวัติศาสตร์  “ระยะเวลาช่วงยาว”

มีสำนักคิดทางประวัติศาสตร์สำนักหนึ่งของฝรั่งเศส    ที่ถือว่าความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์นั้น   จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ    ก็ต่อเมื่อประวัติศาสตร์นั้นมีลักษณะ  longue   duree  ขอแปลเป็นไทยว่า  “ระยะเวลาช่วงยาว”  กล่าวคือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์โดยใช้ระยะเวลาช่วงยาว ๆ  เป็นกรอบ   ซึ่งจะทำให้เห็นกระแสทางเดินของประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี   แทนที่จะเป็นการศึกษาเฉพาะแต่ละเหตุการณ์ฯ    ที่เรียกว่า  histoire  evenementielle   หรือประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์   ซึ่งจะมีลักษณะที่คับแคบ   มองได้ไม่ไกล

 

ถ้าหากจะใช้ทฤษฎี   “ระยะเวลาช่วงยาว”  นำมาศึกษา  “ 6 ตุลาคม  2519”  เล่า   เราจะศึกษาได้อย่างไร

 

“ระยะเวลาช่วงยาว”   ของการเมืองไทย

ในบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทย   6  ตุลาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางสังคม   ที่เป็นปฏิปักษ์   ต่อต้าน   และพยายามปลดปล่อยตนเองจากการครอบงำของระบอบสังคมเก่า  (และเก่ากว่า)  ขบวนการนี้รู้จักกันชื่อต่าง ๆ  นานา   ไม่ว่าจะเป็น  “ประชาธิปไตย”   “รัฐธรรมนูญ”   หรือ  “เสรีภาพ”

 

ขบวนการเช่นว่านี้เป็นผลพวงของแนวความคิดทางการเมืองใหม่   ที่ค่อย     ก่อตัวขึ้นในช่วงที่สังคมไทยติดต่อสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่   (ยุคอาณานิคม)    ที่มีมหาอำนาจตะวันตกเป็นผู้นำและก็ก่อให้เกิดแนวความคิดทางการเมืองใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “เสรีนิยม”  และ  “สังคมนิยม”   อันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามและเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิ  “อนุรักษ์นิยม”   หรือส่วนที่แตกหน่อออกมาเป็น  “อำนาจนิยม”  ที่เป็นพื้นฐานของ  “สมบูรณาญาสิทธิ์”  กับ  “เสนา – อำมาตยนิยม”

 

ถ้าหากจะดูตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว    จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและทางความคิดนี้กินระยะเวลาอันยาวกว่า  100  ปี   เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ลัทธิอาณานิคมตะวันตกได้บุกทลวงเข้ามาในเอเชีย   มาปรากฏอิทธิพลในสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่  4  มีการแปลรัฐธรรมนูญของอเมริกาลงพิมพ์โดยหมอบรัดเลย์   (มิชชันนารี)   ในหนังสือจดหมายเหตุ  19  ตุลาคม  1865  (2408)  จากนั้นมีการเรียกร้องให้มีการปกครองโดยมีตัวแทน  (รัฐสภา)   อย่างกรณีของนักคิดนักเขียน  “ปัญญาชนของสังคม”   อย่าง  “เทียนวรรณ”  ในสมัยรัชกาลที่  5  (แต่เทียนวรรณก็ถูกจับติดคุกเสียตั้ง  17  ปี)

 

“ระยะเวลาช่วงยาว”   ทางประวัติศาสตร์ของขบวนการที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากระบอบเก่านี้ดำเนินเรื่อยมาดังจะเห็นได้จาก  “ประวัติศาสตร์เหตุการณ์”   สมัยต่าง ๆ  อย่างเช่น   “การกบฏ  ..  130”      เมื่อต้นรัชกาลที่  6  ที่นายทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งวางแผนที่จะยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์   แต่กว่าจะมาประสบความสำเร็จ  (ในระดับหนึ่ง)  ก็เมื่อ  “การปฏิวัติ  24  มิถุนายน  2475”

 

อาจกล่าวได้ว่ากระแสความคิดทางการเมืองหลักของผู้ที่ต้องการจะปลดปล่อย   นับตั้งแต่เทียนวรรณ   มาถึงพวกกบฏ  .. 130  (เก็กเหม็ง)   จนกระทั่ง  “ผู้ก่อการ”   หรือ  “คณะราษฎร”    2475  นั้น   เป็นความคิดด้านเสรีนิยมเป็นหลัก   พูดง่าย ๆ  ก็คือเป็นรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยและลัทธิรัฐธรรมนูญที่ได้รับความบันดาลใจจากยุโรปตะวันตกนับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส   1789    ที่ชูแนวความคิดว่าด้วยเสรีภาพ  (เสมอภาค   และภราดรภาพ)  เป็นหลัก   (ซึ่งอาจรวมถึงอิทธิพลของการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน  .. 1911   ที่มีซุนยัดเซ็นเป็นผู้นำด้วย)    แม้จะมีอิทธิพลของสังคมนิยมอันเป็นผลพวงของการปฏิวัติรัสเซีย  (1917)   แทรกเข้ามา   แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นกระแสรอง   และถูกสกัดกั้นไว้แต่แรก ๆ

 

ดังเป็นที่ทราบทั่วไปว่า   การปลดปล่อยเข้าสู่ระบอบใหม่นั้นหาได้บรรลุเป้าหมายตามอุดมการณ์ไม่  หลังการสิ้นสุดของ  “สมบูรณาญาสิทธิ์”   การเมืองไทยได้แปลงรูประบอบเข้าสู่ความเป็น  “เสนา – อำมาตยนิยม”  (ที่เรามักจะเรียกกันทั่ว ๆ  ไปว่า  “เผด็จการทหาร”   แต่ในความเป็นจริงนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงข้าราชการทหารเท่านั้น   แต่รวมไปถึงข้าราชการพลเรือนและข้าราชการตุลาการด้วย)

 

ดังนั้นสิ่งที่ขบวนการต้องเผชิญเป็นระยะเวลาอันยาวนาน   ก็คือปลดปล่อยตนเองอีกครั้งหนึ่งจากระบอบเก่า  (ที่ใหม่กว่า)   กินระยะเวลาอันยาวนานไม่น้อย    นับแต่การรัฐประหารของจอมพลผิน   ชุณหะวัณ  (2490)   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากช่วงระยะเวลาอันยาวนานของระบอบสฤษดิ์ – ถนอม – ประภาส  (2500 – 2516 )    จนกระทั่งปลดปล่อยตัวเองได้อีกครั้งหนึ่ง  (และในระดับหนึ่งอีกเช่นกัน)   เมื่อการปฏิวัติ  14  ตุลาคม  2516

 

การปลดปล่อยตนเองนี้ยังยืดเยื้อยาวนานมาอีก   ผ่านช่วงของเหตุการณ์  6  ตุลาคม  2519   ผ่านช่วงของพฤษภามหาโหด   2535   จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  (ซึ่งเราก็ยังคงไม่มั่นใจนักต่อทิศทางของประชาธิปไตยไทย)   ในช่วงของทางเดินทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับแต่  2519  เป็นต้นมา   และเมื่อพิจารณาด้านของความคิดหลักของขบวนการนี้  ความคิดเสรีนิยมก็ยังคงเป็นความคิดกระแสหลักอยู่   แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าในสมัยสั้น ๆ  เพียง  3  ปีระหว่าง  2516  -  2519   นั้นกระแสของสังคมนิยม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปของลัทธิเหมาจะมีอิทธิพลต่อขบวนการปลดปล่อยไม่น้อย    ทั้งนี้โดยที่ต้องศึกษาควบคู่ไปกับบริบทของการเมืองโลก

 

“ระยะเวลาช่วงยาว”   ของการเมืองโลก

ในหนังสือเล่มล่าสุดของนักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ  Eric  Hobsbawm : The  Age  of  Extremes, A  History  of  the  World ,  1914 – 1991 (1994)  ได้กล่าวถึงศตวรรษที่  20  ที่กำลังจะผ่านพ้นไปว่า  ศตวรรษที่  20  นี้เป็นศตวรรษที่แสนสั้น   เป็นศตวรรษของความสุดขั้ว   ความสั้นและความสุดขั้วนี้ดูได้จากช่วงเวลาระหว่าง  .. 1919 – 1991  คือจากปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่  1  (ที่ตามมาด้วยการปฏิวัติรัสเซีย  1917  ที่มีผลสั่นสะเทือนไปทั่วโลกรวมถึงสยาม – ไทยด้วย)   และก็จบลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

 

ศตวรรษที่  20   (1900 – 2000)   เริ่มต้นด้วยยุคสมัยแห่งความหายนะ   (1914 – 1945,   Age of  Catastrophy)  ของสงครามโลกทั้ง  2  ครั้ง   ที่ความสุดขั้วและความรุนแรงจากสงครามทั้งสองครั้งในเวลา  30  กว่าปีนั้น  ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามนุษยชาติอาจไปไม่รอด   โลกอาจจะสิ้นสุดลงด้วยสงครามนิวเคลียร์   แต่แล้วก็ตามมาด้วยยุคทองสั้น ๆ  (1950s –1970s,  Golden  Age)   ที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม   (ในกลุ่มโลกที่หนึ่ง   และเครือข่ายจากกลุ่มโลกที่สาม   พร้อม ๆ  กับการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ของค่ายทุนนิยม  และสังคมนิยม  และในสองสามทศวรรษที่เหลือก่อนจะปิดศตวรรษ  (fin  de  siecle)   ก็เป็นสมัยของวิกฤตการณ์หนึ่งต่อด้วยอีกวิกฤตการณ์หนึ่ง   เป็นยุคสมัยของความไม่แน่นอน   (แม้ในโลกทุนนิยม)   และยิ่งในโลกที่สองอย่างรัสเซีย   และยุโรปตะวันออกแล้ว   ก็เป็นยุคสมัยของความพังทลายและความพินาศ

 

ศตวรรษที่  20  กำลังปิดฉากลงด้วยเสียงที่เปรี้ยงปร้าง  (bang)  พร้อม ๆ  กับเสียงครวญคราง (whimper)  ความสุดขั้วและความรุนแรงของศตวรรษที่  20  เห็นได้จากการทำลายชีวิตมนุษย์ทั้งที่เป็นประชาชนของประเทศศัตรู   หรือประชาชนของตนเองแต่ต่างกันที่เผ่าพันธุ์และศาสนา  (และความเชื่อทางอุดมการณ์)  ประมาณกันว่า  “มหามรณะ”  (megadeath)   ในศตวรรษนี้ที่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง  มีจำนวนถึง  187  ล้าน

 

เฉพาะในส่วนของโลกที่สาม  ที่กลายเป็นเขตของสงครามนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว  (ก็ตาม)   จำนวนของชีวิตที่ถูกทำลายไปในสงครามเล็กสงครามน้อย  (สงครามตัวแทน  สงครามลัทธิ) กว่า  100  ครั้งมีถึง  20  ล้านคน   แค่เพียงในเอเชียตะวันออกก็ตกตั้ง  9  ล้าน  ในสงครามเกาหลี  3 – 4  ล้าน   ในสงครามอันยาวนานในเวียดนาม   30  ปีกว่า  2  ล้าน   จำนวนศพที่มากมายเป็นตัวเลขสถิติเหล่านี้  ดูเหมือนจะเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์จะสร้างจินตนาการให้มองเห็นภาพได้

 

ควบคู่ไปกับความสั้น – สุดขั้ว – และรุนแรง  ศตวรรษที่  20  ก็เป็นทั้งผลพวงและรับอิทธิพลจากยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ  (Age of  Revolution)  ที่มีรูปแบบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส  1789   และจากการปฏิวัติรัสเซีย  1917  เปิดหัวด้วยความคิดเสรีนิยมและปิดท้ายด้วยความคิดสังคมนิยม   กลายเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจไปทั่ว

 

ศูนย์กลางของการปฏิวัติทั้งสองครั้ง   (ปารีสและมอสโคว์)   พยายามที่จะส่งอิทธิพลของการปฏิวัติและรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นมาตรฐานระดับโลก   และก็ได้รับการตอบสนองจากผู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่น ๆ   ของโลกไม่น้อยแม้ว่าในปลายทศวรรษ  1950  มอสโคว์จะคลายมนต์ขลังของความเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติ   ดังที่เคยเป็นมาก่อนในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่  2  ก็ตาม  พร้อม ๆ  กับการที่ประเทศที่เดินแนวทางสังคมนิยมอย่างจีนและเวียดนามได้หันไปยึดแนวทางชาตินิยมหรือผลประโยชน์ของชาติตน   มากกว่าแนวทางสากลนิยมหรือการปฏิวัติโลก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีจีนที่หันไปร่วมมือกับสหรัฐฯ (แม้จะเป็นทุนนิยม)  ต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ  1970  และ  1980

 

แต่กระแสคลื่นของการปฏิวัตินั้นก็ยังคงกระจายอยู่ทั่วไป   คละเคล้าด้วยความคิดทั้งแบบเสรีนิยมและสังคมนิยม   ที่ผู้ที่ต้องการปลดปล่อยเปลี่ยนแปลงสังคมของตนจะใช้สร้างความบันดาลใจหยิบยืมไปดำเนินการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ  1960  และ  1970  ที่เป็นยุคสมัยของขบวนการนักศึกษาทั่วทั้งสามโลก

 

ในโลกที่หนึ่งอย่างสหรัฐฯ  และยุโรปตะวันตก  (รวมทั้งญี่ปุ่น)   แนวความคิดปฏิวัติที่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษา   ปรากฏออกมาในแง่ของ  “การปฏิวัติวัฒนธรรม”    มากกว่าที่นักศึกษาจะเข้ายึดอำนาจทางการเมือง   เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมในเชิงการปลดปล่อยตนเอง   เป็นรูปแบบของการต่อต้านสถาบันเดิม  (anti – establishment)  ปลดปล่อยตนเองจากวัฒนธรรมเก่า   สร้างวัฒนธรรมใหม่   ดังเห็นได้จากเพลงร็อค  กางเกงยีน  บุปผาชน  ซ้ายใหม่  หรือขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม  ฯลฯ

 

ขบวนการนักศึกษานี้เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก   นักศึกษา  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่หนึ่ง)  คิด รับรู้  ประพฤติ   ปฏิบัติ   คล้าย ๆ  กัน  การอ่านหนังสือเล่มเหมือน ๆ   กัน  มีวีรบุรุษในจินตนาการคล้าย ๆ  กัน  (เชกูเวรา)    ประหนึ่งเป็นเครือข่ายหลวม ๆ   จากเบิกเล่ย์  ถึงซอร์บอนน์  จากปร๊าคถึงบอนน์   จากโตเกียวถึงกรุงเทพฯ   (แม้ไทยจะอยู่ในโลกที่สาม   นักศึกษาไทยจะแตกต่างจากลักษณะของนักศึกษาในโลกที่หนึ่งไม่น้อย    แต่เนื่องด้วยค่ายสงครามเย็นที่ไทยสังกัดอยู่และเนื่องด้วยบทบาทของสหรัฐฯ   ในไทย   โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม   ก็ทำให้นักศึกษาไทยมีส่วนร่วมและส่วนคล้ายกับนักศึกษาในโลกที่หนึ่งไม่น้อย)

 

รัฐในโลกที่หนึ่งดูจะแข็งแรงพอ   คุ้นเคยกับการเรียกร้องเสรีภาพ   และฉลาดพอที่จะจัดการกับขบวนการนักศึกษาของตน    แม้จะมีการใช้ความรุนแรงในการจัดการกับคนหนุ่มคนสาวของตน    แต่โดยหลักใหญ่แล้วจะหลีกเลี่ยงการทำลายชีวิต   (ยกเว้นในกรณีมหาวิทยาลัยเค้นท์  ปี  1970  ที่นักศึกษาถูกยิงตาย   ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศสหรัฐฯ   เกือบทำให้สังคมเป็นอัมพาต)

 

ขบวนการนักศึกษาในโลกที่หนึ่ง   หาได้นำมาซึ่งการปฏิวัติในรูปแบบเก่าไม่  (1789  หรือ  1917)  แต่ขบวนการนักศึกษาก็สั่นคลอนหลายรัฐบาล    ในการประท้วงใหญ่ของนักศึกษาฝรั่งเศส  1968  (ที่ถูกตั้งฉายาว่า  Almost  Revolution)   นั้นปารีสและอีกหลายเมืองกลายเป็นอัมพาตและก็เป็นผลทำให้นายพล (เหล็ก)  เดอโกลล์   ไม่สามารถจะอยู่ในอำนาจได้อีกนานต่อไป   ในทำนองเดียวกันนักศึกษาอเมริกันก็ทำให้ลินดอน   จอห์นสัน   ไม่กล้าที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยสอง  (1968)

 

ขบวนการนักศึกษาโลก   กลายเป็นพลังทางสังคมและการเมืองสำคัญ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง  2  ทศวรรษที่กล่าวมาแล้ว  (ซึ่งก็ตรงกับช่วงของก่อนและหลัง  14  ตุลาคม  2516  จนกระทั่งถึงก่อนและหลัง  6  ตุลาคม  2519)   พลังนี้นักศึกษาได้มาจากการที่อยู่ในสถาบันทางความรู้   มีเวลาพอที่จะทำกิจกรรมอยู่ในเมืองใหญ่ใกล้กับอำนาจและสื่อมวลชน  การที่จะจำกัดและกำจัดนักศึกษาทำไม่ง่ายนัก   (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่หนึ่ง)  นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมักจะมาจากชนชั้นนำของสังคม   (หรือจากชนชั้นเดียวกันกับผู้มีอำนาจนั่นเอง)

 

ในโลกที่สาม   รัฐดูจะเปราะบาง  ไม่คุ้นเคยกับ  (หรือไม่เป็น)    ประชาธิปไตยและเสรีภาพ  และไม่ฉลาดพอกับการจัดการกับขบวนการนักศึกษาของตน  (โดยสันติวิธี)   บ่อยครั้งรัฐจะทำเกินกว่าเหตุ   ใช้ความรุนแรงและการทำลายชีวิตในการเผชิญกับปัญหา  เป็นเรื่องเกือบจะปกติทีเดียวที่ในโลกที่สามจะเห็นรัฐประกอบ “อาชญากรรม”  ดังเช่นในลาตินอเมริกา   (อย่างเม็กซิโก  ชิลี  หรือ  อาร์เจนตินา)   หรืออย่างในเอเชียที่ภาพของ   “อาชญากรรมโดยรัฐ”   จะกลายเป็นภาพที่ค่อนข้างคุ้นหูคุ้นตา   (ไทย   อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  พม่า   เกาหลี  จีน  ฯลฯ  อันเป็นรายการและรายละเอียดยาวเหยียดแทบไม่รู้จบ)

 

น่าสนใจและน่าประหลาดใจไม่น้อย   ที่แม้รัฐในโลกที่สามจะปราบปรามนักศึกษาและขบวนการปลดปล่อยของตนเองอย่างหนัก     แต่ขบวนการนักศึกษาในประเทศเหล่านี้ก็ยังเป็นพลังสำคัญ   สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่น้อย    อย่างเช่นในเม็กซิโก  1968  เมื่อนักศึกษาประท้วง   แต่รัฐปราบปรามทำลายชีวิตไป  28  คน  การเมืองเม็กซิโกก็ไม่สามารถหันกลับไปสู่อำนาจนิยมได้เช่นเดิม   เช่นเดียวกับไทย  14  ตุลาคม (1973)  ที่เมื่อรัฐทำลายชีวิตไป  70  กว่าคน  ระบอบถนอม – ประภาส – ณรงค์  ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ต่อไปได้

 

ไทยแลนด์  1973   สร้างความบันดาลใจให้ขบวนการนักศึกษากรีก   ที่ร้องตะโกนคำว่าไทยแลนด์ ๆๆๆๆ    ประหนึ่งจะแปลว่า   เสรีภาพ  ๆๆๆๆ  ในการประท้วงและขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยม  (เสนา – อำมาตยนิยม)  ของตน

 

อาจสรุปได้ว่า   จากระยะเวลาช่วงยาวของการเมืองโลก   กระแสความคิดที่จะปลดปล่อยและพลังของขบวนการนักศึกษานี้แหละ   ทำให้เห็นที่มาและที่ไปของ  14  ตุลาคม  2516  กับ  6  ตุลาคม  2519   เยาวชนคนหนุ่มสาวมี  “ความฝัน”  ที่จะเห็นโลกใหม่ของเขาและเธอ   ในฐานะของโลกที่สาม   นักศึกษาไทยก็เข้าไปใกล้และสั่นคลอนอำนาจของรัฐมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นของเขาและเธอในโลกที่หนึ่ง

 

ขบวนการนักศึกษาไทยช่วง  2516 – 2519  ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของ  “ช่วงระยะเวลายาว”   ของการเมืองไทยกว่า  100  ปี  ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของ  “ช่วงระยะเวลายาว”   ของการเมืองโลกกว่า  2  ศตวรรษ    มาพร้อมและทันกับระยะเวลาของการปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงของโลกครึ่งหลังของศตวรรษที่  20  หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี  เมื่อถึงทศวรรษ  1980  ทุกอย่างก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง   สหภาพโซเวียต  (และระบบสังคมนิยม)  ล่มสลาย   เศรษฐกิจการตลาด   (คำที่ใช้แทนทุนนิยม)  และ (ความกระสัน) โลกาภิวัตน์ก็ผงาดจนถึงกับเชื่อกันว่าเราจะมุ่งไปข้างหน้าพร้อมด้วย  “ความพินาศของอดีต”   และ  “การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”   กระนั้นแหละ  (หรือ)

 

ที่มา :  พนม  เอี่ยมประยูร (..)  20 ปี  6 ตุลา,  กรุงเทพฯ :   คณะกรรมการดำเนินการจัดงาน  20 ปี  6 ตุลา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  2539,  หน้า  59-66