กู้ชาติสยาม Siam-Thailand-Samak-Suraphong-Aphisit-and ?

 

เรียน กัลยาณมิตร

เรื่อง “สยามหรือไทย” สมัคร หรือสุรพงษ์ หรืออภิสิทธิ์ (และ?)

 

สืบเนื่องจากการที่ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนักวิชาการ สาย “พันธมิตร”

ได้กล่าวพาดพิงว่าข้าพเจ้า และ/หรือ“เครือข่าย “สันติประชาธรรม”

ถูกเกลี้ยกล่อมให้เป็นสมัครพรรคพวกของ นพ. พรหมินทร์

และ นพ. สุรพงษ์ นั้น  ผมขอถือโอกาสนี้แจ้งความ และส่งข้อมูลมา ดังนี้

 

(หนึ่ง)

ขอส่งรูปถ่ายและข้อความจากหนังสือ The Nation 8 October 2007

ซึ่งเป็นรูปของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถ่ายร่วมกับผม

พร้อมด้วยประชาสัมพันธ์เสื้อยืด “สยาม” SIAM

 

 

(สอง)

ขอเชิญชวนให้เราๆท่านๆ ชาวสยามประเทศ(ไทย)

มาร่วมใจกัน “กู้ชาติสยาม”

Rescue the Nation: Siam

รณรงค์เปลี่ยนนามประเทศ

จาก “ไทย” เป็น “สยาม” จาก THAILAND เป็น SIAM

โดยเฉพาะในการร่างหรือแก้รัฐธรรมนูญในโอกาสข้างหน้า (เร็วๆนี้)

 

 

(สาม)

ขอได้โปรดเผยแพร่กันต่อๆไปว่า นาม “สยาม” ที่ขึ้นต้นด้วย “ส. เสือ”

เป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง ถูก “โฉลก-โสก” กับประเทศชาติของเรายิ่ง

หากเปลี่ยนนามบ้านนามเมืองได้ เราก็จะปราศจากซึ่ง

“สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย” กันถ้วนหน้า ครับ

 

(สี่)

ขอได้ตระหนักกันทั่วหน้าว่า

“ประเทศของเรานั้น รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อ”

ไทย ไท ไต ลาว โยน ยอง ลื้อ คนเมือง คนอีสาน

แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ

มอญ ขะแมร์ ขอม กุย ละว้า

แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ ฮ่อ

จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน

ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ

พวน ไทยใหญ่ ผู้ไท ขึน เวียด

ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า

กำหมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ โอรังลาอุต บรู

ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ลูกผสม ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ”

กว่า 50 ชนชาติและภาษา

เราเต็มไปด้วยความหลากหลาย มั่งคั่ง ร่ำรวย ครับ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ธนบุรี สยามประเทศ(ไทย)

12 กันยายน 2551

Help Rescuing Siam

http://www.petitiononline.com/SIAM2008/petition.html,

http://www.petitiononline.com/siam2007/petition.html,

 

 

ป.ล.

ข้อความข้างล่างนี้ ได้จากกัลยาณมิตร

ขอส่งมาเพื่อประกอบเพื่อความกระจ่างในเรื่องราวเดียวกันนี้ ครับ

(ห้า)

เรียน อ. อุบลรัตน์

cc: whom it may concern:

 

รับทราบด้วยความขอบคุณ

และเศร้าใจอย่างยิ่ง

 

ในกรณีที่คนแบบเราถูกโจมตีโดยนักการเมือง

ทั้งในและนอกเครื่องแบบ

คนแบบเรา คงไม่ประหลาดใจนัก

เพราะเรารู้ดีว่าเป็นเกมส์การเมือง

เมื่อ 6 ตุลา 2519

เราก็โดนกันมาถ้วนหน้า

ไม่ว่าเป็น อ. ป๋วย อ. เสน่ห์ และผมเอง

โดยไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงนักการเมือง (ประชาธิปัตย์)

และนักเรียนนิสิตนักศึกษาอีกจำนวนมาก (ที่ต้องหนีตายเข้าป่าไป)

 

แต่มาคราวนี้ การโจมตีแบบโกหกพกลม

กลับทำโดยนักวิชาการ

หรือผู้ที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการ

ดังนั้น

ทุกอย่างก็กลายเป็นทั้ง

โศกนาฏกรรม และ สุขนาฏกรรม ครับ

เป็นทั้ง tragedy and comedy

ที่เรานึกไม่ออกว่า

จะร้องไห้

หรือหัวเราะดี

 

แต่บั้นปลายนั้น กรรมทั้งหมดก็จะตกอยู่กับ

สังคมไทย

ตกอยู่กับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ นั่นแหละครับ

คนระดับบนๆ ที่เราเห็นๆกันอยู่บนเวที ในจอทีวี และทางวิทยุ

ก็จะรอดตัวไปอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ครับ

Father, Forgive Them, They Know Not What They Do.

(or they know exactly what they are doing?)

 

ขอบคุณมากสำหรับความห่วงใย และน้ำใจของอาจารย์

ชาญวิทย์

 

(หก)

From: subonrat <subonrat@chula.ac.th>
Subject: Santi Prachatham
To: "Charnvit Kasetsiri" <charnvitkasetsiri@yahoo.com>
Date: Thursday, September 11, 2008, 11:26 AM



เรียน อ.ชาญวิทย์

เมื่อวันอังคารนั่งรถแท็กซี่ฟังรายการมุมมองของเจิมศักดิ์ (๙๒.๒๕ เอ็ฟเอ็ม)

ได้ยินว่า นพ.สุรพงษ์ และนพ.พรหมมินทร์มาเกลี้ยกล่อมให้กลุ่มนักวิชาการที่เป็นสายอ่อน

ออกแถลงการณ์ในนามกลุ่มสันติประชาธรรม

ถึงขนาดใช้อดีตอธิการบดี (ไม่เอ่ยชื่อ) กลุ่มนี้จะช่วยให้ข้อเสนอดูน่าเชื่อถือ แต่นี่คือเบื้องหลังที่เอามาเล่าให้ผู้ฟังรับรู้

ฟังแล้วก็เกิดอาการอึ้งไปเลย

------------------

ดูสถานการณ์ตอนนี้แล้วเหมือนกับตอน ๖ ตุลาดี ๆ นี่เอง แต่ไม่ได้ใช้วิธีแบบเดิมเสียทีเดียว

เป้าหมายสำคัญน่าจะเป็นการกดดันให้รัฐบาลต้องออกไป (เหมือนรัฐบาลเสนีย์)

และจัดตั้งเป็นรัฐบาลในโอวาท ก่อนนี้ใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษา แล้วจัดการกับรัฐบาล

แล้วจึงเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีรัฐประหาร คราวนี้ให้พันธมิตรทำหน้าที่นี้แทน

จึงดู "เสมือนหนึ่ง" ไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่ใช้วิธีการ "ประท้วงอย่างสันติ อารยะขัดขืน"

มีบทความในประชาไทเสนอว่าเป็น civilian coup ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นอยู่

 

คิดจนหัวผุก็คิดอะไรไม่ค่อยออกค่ะ

แต่ก็อยากคุยและเสนอความเห็นบางอย่างกับอาจารย์ค่ะ คือ

ขณะนี้วิธีแก้ไขปัญหามุ่งไปที่กรอบการเมืองก็จริงอยู่

ทว่าเป็นกรอบการเมืองของพรรคการเมือง

(ซึ่งก็มีความจำเป็นและสำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมือง)

 

แต่หากการแก้ไขในกรอบการเมืองถูกเปลี่ยนจากการเน้นที่ตัวพรรคการเมืองมาสู่กระบวนการรัฐสภาจริง ๆ

(เน้นประโยชน์ของประชาชนมากกว่านักการเมือง) 

โดยอาศัยกลไกของกรรมาธิการสามัญ

เช่นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม 

(หรืออาจจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเรื่องฝ่าวิกฤติการเมืองก็ได้)

กระบวนการแก้ไขปัญหาจะเปิดกว้างขึ้นกว่ากันมาก

เพราะสามารถดึงเอาคนหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง

ทั้งยังสามารถรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเรียกร้อง และข้อเสนอแนะทางการเมืองในทัศนะของแต่ละฝ่ายได้

เวทีแบบนี้เรายังไม่เคยมีโอกาสใช้เลยในวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

(ตัวอย่าง อ.ป๋วยได้รับเชิญจากกรรมาธิการต่างประเทศของสภาคองเกรส สหรัฐ และไปให้การต่อกรรมาธิการที่วอชิงตัน)

 

สำหรับประเทศไทยเรามักจะหันมาใช้วิธีนอกกระบวนการในสภา ซึ่งก็หมายความว่า

สภามีความอ่อนแอ และไม่รู้จักใช้กลไกประชาธิปไตยที่มีอยู่ในมือ

ขณะเดียวกัน เสียงของกลุ่มนอกสภาก็เป็นกลุ่มกดดันที่มีพลังจนสังคมต้องหันมารับมือด้วย

แล้วทิ้งกลไกประชาธิปไตยในระบบไปเสีย

(ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักวิชาการก็มองข้ามกลไกกรรมาธิการไป)

อันที่จริง เราน่าจะสามารถนำเอากระบวนการการเมืองในระบบสภา

และนอกสภามาประสานเข้าด้วยกันได้

เพื่อรวบรวมความคิดเห็นมาดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

 

แม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเลือกนายกฯ ใหม่

ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังจะเดินหน้าต่อไป

อยากฝากอาจารย์ช่วยขยายความคิดและเรียกร้องการไต่สวน

และแสวงหาทางแก้ปัญหาผ่านกระบวนการของกรรมาธิการสภาด้วยค่ะ

 

อุบลรัตน์

 

(เจ็ด)

เรียน  อาจารย์ชาญวิทย์
สองปีผ่านไป
  ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมดค่ะ
และก็ไม่มีใครคิดที่จะพูดประเด็นนี้อีกเลย  จนกระทั่งเช้าวันนี้ค่ะ
92.25/92.5 (อันนี้ไม่แน่ใจนัก) โดยอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
พูดถึงอาจารย์ในเรื่องทำนองนี้อีกครั้ง และยังพูดในทำนองกล่าวหาว่า
อาจารย์มีพฤติกรรมรับใช้อำนาจจากฝ่ายคุณทักษิณ ฯลฯ ทำนองนี้ค่ะ
 
จับความได้ไม่ชัดเจนนัก/ไม่ได้ฟังตลอด เพราะฟังบนรถเมล์
พยายามหารายการย้อนหลังอยู่ค่ะ
 
เราจะได้เตรียมตัวตอบโต้ ต้องหงายหลังกันไปเสียข้างหนึ่ง!!!
กล่าวหาอาจารย์อย่างนี้!!!!!
 
คงจะรอถึง 2 ปีแบบคุณสมัครไม่ไหว
กว่ากรรมจะตามสนอง (วิธีพูดอย่างปลดใจ ตามแนวทางวิถีพุทธ?)
ด้วยความเคารพ

เอฟ

 

(แปด)

“สมัคร” ยึดเอ็มวีทีวี โต้ “ชาญวิทย์” ป้ายสีมีพฤติกรรมรับใช้ผู้มีอำนาจไม่เปลี่ยนแปลง อัดยับแค่นักประวัติศาสตร์ตื้นๆ อ้าง “ทักษิณ” ถูกย่ำยี จนต้องออกมาปกป้อง เพื่อรักษากติกาบ้านเมือง
     
วันนี้ (18 ก.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช ว่าที่สมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวผ่านโทรทัศน์เคเบิลเอ็มวีทีวี ตอบโต้ภายหลังที่ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาระบุว่านายสมัคร สุนทรเวช นั้นมีพฤติกรรมรับใช้ผู้มีอำนาจไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่า มันใช้ไม่ได้ พูดอย่างนี้ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นแค่นักประวัติศาสตร์ตื้นๆ เหตุเกิดเมื่อปี 2540 จำไม่ได้หรือนักประวัติศาสตร์ผีอะไรที่จัดคนไปเที่ยวอเมริกา คนละล้าน ศึกษาวิชาการ ติดตามร่องรอยประวัติศาสตร์อะไรก็ไม่รู้ 21 วัน ไม่มีสื่อสารมวลชนคนไหนทักท้วง
       
“ไป 21 คน ค่าใช้จ่ายคนละล้าน ไปตามประวัติศาสตร์บ้าบออะไรก็ไม่รู้ มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วย 12 คน วันนี้นายชาญวิทย์โผล่หน้ามาออกความเห็นว่าผมชอบเข้าฝ่ายมีอำนาจ ผมถามว่าวันนี้นายกฯ ทักษิณมีอำนาจมั้ย เขาเหยียบย่ำกันขนาดนี้แล้วผมไปเข้าข้าง อย่างนี้เรียกว่าเข้าข้างคนมีอำนาจหรือไม่ แต่ผมต้องการรักษาบ้านเมืองของผม เห็นอย่างนี้ มีคนบ้าขนาดนี้เราจะบ้าเล่นด้วยหรือ” นายสมัคร กล่าว
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000117642